Showing posts with label ท่องเที่ยว. Show all posts
Showing posts with label ท่องเที่ยว. Show all posts

Thursday, August 13, 2009

10 สุดยอดน้ำตกแห่งเมืองสยาม...

10 สุดยอดน้ำตกแห่งเมืองสยาม...




ใน บางครั้งที่เราอยากเที่ยวเพื่อพักผ่อน หรือเพื่อการพจญภัยต่างๆ  อาจไม่ต้องถึงกับไปเที่ยวเมืองนอก เสียอย่างเดียว  เพราะธรรมชาติในบ้านเราอย่างเมืองไทยก็มีสถานที่เที่ยวที่สวยงาม มหัศจรรย์ไว้อยู่มากมาย  อาทิเช่น น้ำตก ทะเล ป่าเขา  และวันนี้ขอนำเสนอเรื่องราวของน้ำตกที่ได้ชื่อว่าเป็น “10 สุดยอดน้ำตกเมืองสยาม”


1.น้ำตกทีลอซู  จังหวัดตาก..
 อยู่ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง  มีต้นกำเนิดจากห้วยกล้อท้อ  ซึ่งเป็นลำน้ำขนาดใหญ่และมีปริมาณน้ำมากมายมหาศาล  สภาพป่ารอบข้างเขียวขจี  เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในผืนป่าตะวันตกอย่างน่ามหัศจรรย์  ด้วยระยะทางและสภาพเส้นทางที่ยากลำบาก  จึงท้าทายให้ผู้คนเข้าไปสัมผัสอย่างมากมาย 



2.น้ำตกแม่ยะ  จังหวัดเชียงใหม่

เป็น น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่  หน้าผาสูงชันราว 280 เมตร  น้ำตกกระทบโขดหินเป็นชั้นๆ เหมือนม่านน้ำแล้วไหลลงไปรวมกันที่แอ่งเบื้องล่าง  น้ำใสเหมาะแก่การเล่นน้ำ และการพักผ่อน  น้ำตกแม่ยะมีต้นกำเนิดไหลมาจากยอดดอยอินทนนท์  ซึ่งนอกจากจะชมน้ำตกแม่ยะแล้วยังสามารถเที่ยวชมความงามของน้ำตกอื่นๆได้อีก เช่น น้ำตกแม่กลาง   น้ำตกวชิรธาร  น้ำตกสิริภูมิ  เป็นต้น



3.น้ำตกแม่สุริน  จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เป็น น้ำตกชั้นเดียวที่ยิ่งใหญ่และงดงามไม่น้อยกว่าที่ใด  ลักษณะของสายน้ำจะไหลจากหน้าผาสูงดิ่งลงสู่เบื้องล่างประมาณ  200-300 เมตร  น้ำตกจะอยู่ระหว่างหุบเขา  เมื่อยืนจากจุดชมวิวจะเห็นถึงความงดงามของน้ำตกอยู่ฝั่งตรงข้ามได้อย่าง ชัดเจน  ซึ่งทางอุทยานฯ ได้สร้างศาลาชมวิวไว้บนยอดดอย  เดือนที่เหมาะแก่การเที่ยวคือช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมเพราะสามารถ เที่ยวชมทุ่งดอกบัวตองบนดอยแม่อูคอได้


4.น้ำตกเหวนรก  จังหวัดนครนายก

ตั้ง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สุดของภาคกลางเลยก็ว่าได้  ด้วยสภาพป่าดงดิบอันสมบูรณ์และแหล่งรวมต้นน้ำลำธารหลายสายซึ่งไหลมารวมกัน ตกลงจากผาสูงดิ่งชันราว 90 องศา  เป็น 3 ชั้นใหญ่ๆ ด้วยกัน โดยชั้นแรกมีความสูงราว 60 เมตร และไหลลึกลงไปสู่ผาน้ำตกชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3  ซึ่งมีความสูงรวมกันกว่า 100 เมตร  ซึ่งความสูงชันทำให้สายน้ำไหลตกกระทบเกิดเสียงดังสนั่นก้องไปทั้งหุบเขา และเกิดละอองไอลอยคลุมไปทั่วบริเวณนั้น  จนดูลึกลับน่าเกรงขามจนทำให้คนขนานนามว่าน้ำตกเหวนรก  ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จะจัดทำระเบียงให้ชมน้ำตกได้แค่ชั้นบนสุดเท่า นั้น  ชั้น 2 ลงไปจะอันตรายปิดตายไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินไปชม




 
5.น้ำตกห้วยขมิ้น  จังหวัดกาญจนบุรี

ตั้ง อยู่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ  เขื่อนศรีนครินทร์  เป็นน้ำตกที่เป็นหินปูนมีเชิงชั้นเล็กๆ  7 ชั้น ทำให้การไหลของน้ำงดงาม  โดยแต่ละชั้นมีชื่อเรียกต่างกัน เช่น ม่านขมิ้น  วังหน้าผา  ฉัตรแก้ว  ไหลจนหลง  ดงผีเสื้อ  ร่มเกล้า  เป็นต้น  มีทางเท้าสำหรับขึ้นไปชมน้ำตกแต่ละขั้น  ช่วงที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวคือเดือนตุลาคมถึงธันวาคม


6. น้ำตกเอราวัณ  จังหวัดกาญจนบุรี

เป็น น้ำตกใหญ่และสวยงามบนฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ในเขตอุทยานแห่งชาติเอราวัณ  หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “อุทยานแห่งชาติเขาสลอบ”  ความยามของสายน้ำจากชั้นบนสุดถึงล่างสุดยาว 2,000 เมตร  แบ่งเป็น 7 ชั้น  เมื่อเดินสูงขึ้นไปจนถึงชั้น 7 ซึ่งธารน้ำจะแยกเป็น 2 สาย  สีขาวของสายน้ำที่ตกจากผาสูงเมื่อมองไกลๆ จะมีลักษณะคล้ายงาของช้างและหัวของช้างที่ยื่นเดินออกมาจากภูผา  จึงได้ชื่อว่า “น้ำตกเอราวัณ”


7. น้ำตกเขาสอยดาว  จังหวัดจันทบุรี

ตั้ง อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว มี 15 ชั้น  บริเวณธารน้ำตกมีผีเสื้อจำนวนมากมายเหมาะสำหรับการดูผีเสื้อและศึกษาพรรณ ไม้  สภาพภูมิประเทศมียอดเขาสูง 2 ยอด คือ ยอดสอยดาวเหนือและยอดสอยดาวใต้  ซึ่งเป็นแหล่งต้นกำเนิดของธารน้ำหลายสายไหลตกลงมาเป็นน้ำตกเขาสอยดาวขนาด ใหญ่
 

8. น้ำตกพลิ้ว  จังหวัดจันทบุรี

เป็น น้ำตกที่อยู่ในเทือกเขาสระบาป  ทางเดินเข้าน้ำตกง่ายและสะดวก น้ำใส เหมาะแก่การเล่นน้ำ  ก่อนถึงตัวน้ำตกจะมีแอ่งน้ำธรรมชาติซึ่งเป็นที่อาศัยของปลาพลวง ซึ่งสามารถพบได้เฉพาะบางภาคเท่านั้น  ลักษณะของน้ำตกมี 3 ชั้น  และมีเจดีย์ศิลาแดงซึ่งรัชกาลที่ 5 โปรดฯ  ให้สร้างไว้  ส่วนทางซ้ายมีสถูปพระนางเรือล่มอันเป็นบรรจุพระอังคารของพระนางเจ้าสุนันทา กุมารีรัตน์  พระบรมราชเทวี  ที่สร้างขึ้นเพราะครั้งหนึ่งพระองค์เคยเสด็จประพาสน้ำตกพลิ้วแห่งนี้เมื่อ พ.ศ. 2417  และทรงชื่นชมโสมนัสในความงดงามของน้ำตกแห่งนี้มากเป็นอย่างยิ่ง  นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมไปเที่ยวตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป เพราะเป็นช่วงฤดูผลไม้


9. น้ำตกกรุงชิง  จังหวัดนครศรีธรรมราช

เป็น น้ำตกขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาหลวง  ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในภาคใต้  มีความสูง 1,835 เมตร  เป็นต้นน้ำลำธารที่สำคัญและก่อให้เกิดน้ำตกขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น น้ำตกกรุงชิง  น้ำตกพรหมโลก  น้ำตกกะโรม เป็นต้น  โดยมีน้ำตกกรุงชิงเป็นน้ำตกที่งดงามและคงความเป็นธรรมชาติที่สุด  เหตุที่ชื่อน้ำตกกรุงชิงเพราะมาจากต้นเชิงพันธุ์ไม้ตระกูลปาล์มซึ่งมีมากใน บริเวณนั้น


10. น้ำตกขุนพอง  จังหวัดเลย

เป็น น้ำตกที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติภูกระดึงและเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในภูกระดึง  อยู่ในป่าปิดจึงเที่ยวได้เฉพาะช่วงฤดูแล้งเท่านั้น  คือตั้งแต่ปลายพฤศจิกายนถึงกลางเดือนมิถุนายน  และต้องทำเรื่องขออนุญาตพร้อมขอเจ้าหน้าที่นำทางด้วย  ในช่วงฤดูหนาวคือต้นเดือนธันวาคมของทุกปี ต้นเมเปิลจะเปลี่ยนสีใบจากเขียวเป็นแดงร่วงหล่นทั่วบริเวณน้ำตก  อันเป็นความงามสัญลักษณ์ของภูกระดึง


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
http://travel.mthai.com/
Continue Reading...

Tuesday, August 4, 2009

หมู่บ้านเชลยไทย สมัยอยุธยา

“หมู่บ้านเชลยไทย” สมัยอยุธยา

บุก พิสูจน์หลักฐานใหม่ ฝีมือเชลยศึกช่างไทยวาดจิตรกรรมฝาผนัง ที่วัดมหาเตงดอจี เมืองสะกาย และสถูปที่ฝังพระอัฐิของพระเจ้าอุทุมพรที่เมืองอมรปุระ

จริงหรือไม่...

คณะ โบราณคดี ม.ศิลปากร รื้อฟื้นโครงการโบราณคดีสัญจร ค้นหาหลักฐานใหม่ทางโบราณคดี เพื่อพิสูจน์หลักฐานที่ค้นหามาช้านานนับร้อยปี และยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนจนบัดนี้ แต่ความหวังไม่สิ้น เกือบ 250 ปีก่อน ในปี 2310 พม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาแตก และกวาดต้อนเชลยไทยไปยังเมืองพม่าจำนวนมาก

แต่ผู้คนในอดีตนั้น ไปอยู่ที่ไหน ไม่เป็นที่ปรากฏ และสูญหายไปในประวัติศาสตร์ตามระยะเวลาอันยาว

บัดนี้ นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร กำลังค้นคว้าหลักฐานเพิ่มเติมในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท เพื่อพิสูจน์ว่า

1. จิตรกรรมฝาผนังที่วัดมหาเตงดอจี เมืองสะกาย ว่าเป็นฝีมือช่างไทยหรือไม่

2. สถูปที่เมืองอมรปุระ ว่าอาจเป็นที่ฝังพระอัฐิของพระเจ้าอุทุมพร จริงหรือไม่

การ เดินทางไปค้นหา “หมู่บ้านเชลยไทย” นั้น ตามหลักฐานกล่าวว่า น่าจะอยู่ที่ “หมู่บ้านสะกาย” ซึ่งแปลว่า “เชลย” นั่นเอง แต่จะมีหลักฐานอะไรที่ทำให้เชื่อเช่นนั้นได้ ต้องเดินทางไปยังกรุงอังวะ เมืองหลวงเก่าของพม่า ที่ได้นำทัพเข้ามาโจมตีเมืองอยุธยา พม่าเรียกว่า “โยเดีย” และยังใช้คำนี้เรียกคนไทยมาจนถึงทุกวันนี้

ที่ กรุงอังวะ ยังคงมีหมู่บ้านเล็กๆ และมีหลักฐานที่ตั้งของพระราชวังให้เห็นอยู่ เมืองอังวะ คนพม่าเรียกว่า อินวะ ฝรั่ง เรียกว่า เอวะ ยังมีบ้านโบราณอยู่ริมแม่น้ำอิระวดีอันกว้างใหญ่ ที่นี่ยังคงเหลือเจดีย์วัดมหาอ่องเหม่ บอนซาน สร้างโดยพระนางเมนุ ราชินีองค์สำคัญในพระเจ้าบาจีด่อ มองจากเจดีย์ไปสุดสายตา

จะเห็น “หมู่บ้านสะกาย” ตั้งอยู่ในฝั่งตรงข้ามพายเรือข้ามไปก็ถึงบ้านของเชลยไทย แต่ปัจจุบันค้นหาผู้สืบเชื้อสายไทยไม่ได้แล้ว

ยัง มีหอคอยเมืองอังวะที่สูง 27 เมตร ทิ้งไว้เป็นหลักฐานของเมืองหลวงผู้ยิ่งใหญ่ในดินแดนนี้ จากหอคอยนี้สามารถมองเห็นทัศนียภาพโดยรอบของเมืองอังวะ รวมถึงมองเห็นเทือกเขาสะกายอีกฟากฝั่งแม่น้ำอิระวดีอีกด้วย


เมื่อข้ามฟากแม่น้ำอิระวดีสู่เมืองสะกาย ต้องเดินทางค้นหาสถานที่อยู่นาน เพราะชาวพม่าก็ไม่รู้จัก ต้องนำหลักฐาน

มาก มายจึงค้นพบ “วัดมหาเตงดอจี” วัดที่ค้นพบหลักฐานใหม่เกี่ยวกับภาพจิตรกรรมฝาผนังในวิหารอิฐของวัดมหาเตงด อจี ซึ่งมีลวดลายแบบไทย จึงอาจเป็นฝีมือของช่างเขียนไทย

จากคำบอกเล่า บริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่ของเชลยศึกชาวไทยที่ถูกกวาดต้อนมาในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2

สักการะ เจดีย์ที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว โดยลักษณะเจดีย์เป็นรูปทรงกลม เดินลัดเลาะขึ้นสู่เนินเขาสะกาย ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาของพม่าในปัจจุบัน ณ ที่แห่งนี้มีพุทธสถานมากกว่า 600 แห่ง ซึ่งมีจุดชมวิวที่มองลงไปเบื้องล่าง

จะเห็นแม่น้ำอิระวดีอยู่เบื้องล่าง

เมืองสะกายอยู่ห่างจากกรุงอังวะ พม่า ไม่มากนัก ก่อนหน้า ที่เชลยไทยจะมาอยู่ ที่นี่เคยเป็นที่อยู่ของเชลยมอญมาก่อน


จากหลักฐานที่ค้นพบ เป็นจิตรกรรมฝาผนังที่วัดมหาเตง

ดอจี เมืองสะกาย มีหลักฐานที่กำลังมีการพิสูจน์ว่า อาจจะเป็นฝีมือของเชลยไทย ที่ถูกพม่ากวาดต้อนมาเมื่อคราวเสียกรุง

ปี 2310 ที่พระเจ้ามังระยกทัพไปตีอยุธยา และกวาดต้อนเชลยไทยมา เป็นหลักฐานทางศิลปกรรมที่น่าเชื่อถือได้และชัดเจนที่สุดว่า เป็นฝีมือของหมู่ช่างหมู่ไทย และเป็นฝีมือระดับดีเลิศ

จิตรกรรมที่พบนี้ จะเห็นความแตกต่างกับศิลปะของพม่า

ตั้งแต่เทคนิคเส้นแบ่งหรือสินเทา พระพุทธเจ้าอยู่ในปราสาท

ตัวฐานเรียกว่าฐานสิง เป็นฐานสิงชั้นเดียวรูปแบบเฉพาะของ

อยุธยาตอนปลาย จากองค์ประกอบภาพและฐานสิง บ่งบอกว่าเป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย

การทำกรอบเหนือพระหรือซุ้มเรือนแก้ว เป็นแบบของไทย เช่นเดียวกับพระพุทธชินราช ตัวปราสาทมีคันทวยรองรับเป็นแบบช่างไทย การทำเสาเล็กๆ ประดับกาบบน กาบล่าง ตัวเสากาบเล็กและแบนมากเป็นแบบไทย นิยมมากในสมัยพระนารายณ์ อยุธยา จนถึงสมัยรัชกาลที่ 1 จะเห็นว่าวัดพระแก้วเป็นกาบแบบนี้ การทำเรือนชั้นซ้อนต่างจากพม่าชัดเจน ตัวเรือนยอดปราสาทจะลดชั้นลงมา ส่วนยอดเรียกว่าปลีมี เฉพาะของไทยเท่านั้น

อย่าง เช่น ยอดปราสาทพระเทพบิดร รูปพระพุทธรูป นั่งขัดสมาธิ วางพระหัตถ์ไว้ที่เข่า เป็นแบบไทย ของพม่าจะวางไว้ที่หน้าแข้ง ฉัตรเป็นสัปทนแบบไทย

สินเทา คือ ตัวแบ่งเรื่อง ปราสาทของพม่าเรือนชั้นซ้อน มีฝา มีหลังคาขึ้นไป ยอดเป็นปลี ไม่มีเหม เป็นฉัตร แต่ของเราหลังคาซ้อนหลังคาไปตลอด มีกระจังเป็นหน้าบัน เป็นเจดีย์ย่อมุม ก่อนถึงป้อมไฉน คล้ายๆ กลีบบัวยาวๆ เรียกว่า เหม

ภาพ ที่เหลืออยู่ด้านหนึ่งเป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับบนบุษบก แวดล้อมด้วยเครื่องสูงและเครื่องบูชา ทั้งฉัตร ธงทิว และแจกันดอกไม้ เบื้องหลังบุษบกคือท้องฟ้าสีแดงชาด มีดอกไม้ทิพย์จากสวรรค์ร่วงหล่นลงบูชาพระ ถัดขึ้นไปเป็นเส้นสินเทาหักหยักเป็นฟันปลา ที่วัดช่องนนทรี มีภาพพระพุทธเจ้าแบบเดียวกัน

ที่สำคัญที่สุด คือ การทำลายที่มีตัวกลางลาย 3 ส่วน

องค์ ประกอบลายโค้งเข้าหากัน พบมากในสมัยอยุธยาตอนปลายทั้งปูนปั้นและจิตรกรรม มี 3 พุ่ม ตรงกลางเรียกว่าลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายท่อหางโต พัฒนามาจากลายดอกโบตั๋น ทำให้เชื่อได้ว่าทั้งลวดลายและการเขียนพระพุทธรูปเป็นฝีมือของช่างไทยในสมัย อยุธยาตอนปลาย

จิตกรรมฝาผนังแห่งนี้ ถูกค้นพบครั้งแรกโดยนักวิชาการไทยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือ ม.ร.ว.รุจยา อาภากร และ ม.ล.สุรสวัสดิ์ ศุขสวัสดิ์

จึง สรุปได้ว่า จิตรกรรมฝาผนังที่วัดมหาเตงดอจี เป็นฝีมือของเชลยศึกไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี 2310 ที่ถูกกวาดต้อนมาอยู่ที่เมืองสะกาย ประเทศพม่า

รศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์

รองคณบดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

และ อ.ภภพพล (สรศักดิ์) จันทร์วัฒนกุล

โทร 0-2644-9700


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
http://travel.mthai.com/view/39009.travel
Continue Reading...

Saturday, July 25, 2009

ทะเลหมอก....ภูชี้ฟ้า

ทะเลหมอก....ภูชี้ฟ้า
http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1397-attachment.jpg
เป็นแหล่ง ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่โดดเด่นของจังหวัดเชียงราย อยู่ในพื้นที่เขตอำเภอเทิง ยอด ภูชี้ฟ้า อยู่บนเทือกเขาสุดเขตชายแดนฝั่งตะวันออกติดกับชายแดนประเทศลาว ห่างจากอำเภอเทิงประมาณ 35 กิโลเมตร ภูชี้ฟ้า มีลักษณะเป็นหน้าผามีปลายยอดแหลมชี้เข้าไปยังฝั่งประเทศลาว สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ ๑,๖๒๘ เมตร บนยอด ภูชี้ฟ้า เป็นจุดชมวิว และจุดชมทะเลหมอกที่สวยงาม ในตอนเช้าจะมีทะเลหมอกปกคลุมในหุบเขาเบื้องล่าง มีพระอาทิตย์ขึ้นผ่านพ้นทะเลหมอก เป็นความสวยงามที่นักท่องเที่ยวพากันไปรอชมตั้งแต่ยังไม่สว่าง บริเวณไหล่เขาของ ภูชี้ฟ้า เป็นทุ่งหญ้า แซมด้วยทุ่งโคลงเคลงที่มีดอกสวยงามในช่วงฤดูฝนไปจนถึงฤดูหนาว บริเวณที่ราบไหล่เขาของถนนสาย ภูชี้ฟ้า เป็นที่ตั้งของรีสอร์ทและบ้านพักหลายรายเพื่อให้บริการแก่นักท่องเที่ยวที่ ขึ้นไปเที่ยวและพักค้างแรมในบรรยากาศที่หนาวเย็น ปัจจุบันนี้ ภูชี้ฟ้า อยู่ในความดูแลของวนอุทยานภูชี้ฟ้า บริเวณริมถนนขึ้น ภูชี้ฟ้า มีที่ราบที่จัดไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวได้กางเต็นท์พักแรมด้วย ภูชี้ฟ้า เป็นดอยเดียวที่ชื่อว่าภู จริงแล้วจะต้องชื่อว่าดอยชี้ฟ้าตามคำเรียกของทางเหนือ แต่ว่า ภูชี้ฟ้า เป็นชื่อที่คนต่างถิ่นไปตั้งชื่อ จึงเรียกว่าภู

http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1398-attachment.jpghttp://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1399-attachment.jpg
ภูชี้ฟ้า ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวเก่าแก่เหมือนกับดอยแม่สลอง ดอยอ่างขาง หรือดอยอินทนนท์ ในสมัยก่อนพื้นที่ของ ภูชี้ฟ้า เป็นแดนผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ มีการต่อสู้ทางอาวุธและแนวความคิดที่รุนแรงแห่งหนึ่งของประเทศไทย ครั้นเมื่อลัทธิคอมมิวนิสต์ล่มสลายไป เริ่มมีผู้คนเดินทางมาชมธรรมชาติที่นี่ และแล้วชื่อเสียงของ ภูชี้ฟ้า ก็ขจรขจายไปอย่างรวดเร็ว
http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1400-attachment.jpg
เนื่อง จากเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่ไม่มีใครเหมือนนั่นคือลักษณะภูเขาที่ชี้ไป บนฟ้า บางคนมองเห็นเป็นรูปภูตูดไก่บรรยากาศของ ภูชี้ฟ้า ยังคงมีบรรยากาศเมืองเหนือเหมือนภูและดอยอื่นๆ มีหมู่บ้านชาวเขา บริเวณตีน ภูชี้ฟ้า เป็นบรรยากาศของการท่องเที่ยว มีที่พักขนาดเล็กๆหลายแห่งให้เลือกใช้บริการ ดำเนินงานโดยชาวเขาบ้างชาวเราบ้างและที่บริเวณบ้านเช็งเม้งก่อนขึ้นสู่ตีน ภูชี้ฟ้า เป็นหมู่บ้านชาวม้ง หากมาเยือน ภูชี้ฟ้า ในช่วงปีใหม่ยังจะได้ชมงานปีใหม่ ที่ชาวม้งจะแต่งตัวม้งครบถ้วนทั้งหญิงและชาย จุดเด่นของงานคือ การโยนลูกช่วงหรือลูกหินระหว่างหนุ่ม - สาว

http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1403-attachment.jpg
http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1404-attachment.jpg

เที่ยว ภูชี้ฟ้า ต้องขยันหน่อยเพราะจะเด่นสุดก็คือ การได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นที่ ภูชี้ฟ้า ที่พักต่างๆจะอยู่เชิงภู ประมาณตีห้าจะต้องตื่นขึ้นแต่งกายให้อบอุ่นถือไฟฉายคนละกระบอก จากนั้นรถของที่พักแต่ละแห่งจะไปส่งขึ้น ภูชี้ฟ้า แต่ไปไม่ถึงยอดต้องเดินเท้าบ้างเล็กน้อยทางขึ้นที่นิยมมี 2 ทาง เดินเท้าประมาณเกือบกิโลเมตร ก่อนถึงยอด ภูชี้ฟ้า สัก 200 เมตร จะมีไหล่ทางลงไปเล็กน้อย หากใจเย็นนั่งรอที่นี่จะค่อยๆเห็นพระอาทิตย์ขึ้นฉายแสงสว่างอาบ ภูชี้ฟ้า เป็นภาพที่งดงามมาก เบื้องล่างอบอวลไปด้วยทะเลหมอก หากรอจนสายหมอกถูกความร้อนระเหยหมดแล้วยังคงมองเห็นสายน้ำโขงไหลคดเคี้ยว ท่ามกลางป่าไม้ของฝั่งลาวที่เขียวสุดสมบูรณ์ด้วย ใช่ว่า ภูชี้ฟ้า จะสวยช่วงเช้าเท่านั้นในเวลากลางวันหรือเย็นยังสามารถชมทิวทัศน์ ภูชี้ฟ้า ได้สวยงามเช่นกัน หากมาเที่ยว ภูชี้ฟ้า ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม เส้นทางขึ้น ภูชี้ฟ้า จากหน่วยจัดการต้นน้ำหลาวขึ้น ภูชี้ฟ้า จะผ่านป่าซากุระหรือต้นพญาเสือโคร่งสีชมพูสวยงามมาก

http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1405-attachment.jpg
http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1407-attachment.jpg

ดอยผาตั้ง อยู่ ห่างจาก ภูชี้ฟ้า ไปประมาณ 24 กิโลเมตร ในเขตบ้านผาตั้ง อำเภอเวียงแก่น เมื่อชมทะเลหมอกยามเช้าที่ ภูชี้ฟ้า แล้ว ช่วงบ่ายจึงเหมาะที่จะไปเที่ยว ดอยผาตั้ง สิ่งที่น่าดูของ ดอยผาตั้ง คือทิวทัศน์ที่มองเห็นแม่น้ำโขงที่กั้นพรมแดนไทย-ลาว ทิวทัศน์สุดสายตากับป่าเขียวๆ บริเวณทางขึ้นสู่ผาตั้งยังมีผาบ่องลักษณะเป็นช่องหินขนาดใหญ่ ขนาดคนเดินผ่านได้ มองเห็นทิวทัศน์ของลาวได้สวยงามเช่นกัน และบนสันเขาของ ดอยผาตั้ง ยังมีช่องเขาขาดลักษณะเป็นช่องเขาที่ขาดจากกัน ในฤดูหนาวเชิง ดอยผาตั้ง ยังสวยงามด้วยต้นซากุระบานสะพรั่งสวยงาม
http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1418-attachment.jpg

ลักษณะภูมิประเทศ
พื้นที่วนอุทยานเป็นยอดเขาสูงในเทือกเขาดอยผาหม่น ติดชายแดนไทย - สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,200 เมตร ถึง 1,628 เมตร จุดสูงสุดคือ บริเวณจุดชมวิว มีความลาดชันเฉลี่ยทั่วพื้นที่ประมาณ 40 เปอร์เซนต์
http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1416-attachment.jpg

ลักษณะภูมิอากาศ
อากาศบนภูเขาจะค่อนข้างเย็นแต่ฤดูกาลจะเป็นแบบมรสุมเมืองร้อน โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงฤดูฝน และลมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงฤดูหนาว แบ่งเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึง พฤษภาคม ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึง ตุลาคม และฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธ์

พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า
เป็นป่าดิบเขา ยกเว้นบนยอด ภูชี้ฟ้า เป็นทุ่งหญ้าประมาณ 300 ไร่ ชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ เสี้ยวดอกขาว ก่อเดือย ก่อก้างด้าง ก่อแดง ก่อน้ำ ก่อแป้น ก่อสีเสียด อบเชย กำยาน หว้า เหมือด สารภี จำปาป่า จำปีป่า พันธุ์ไม้พื้นล่าง ได้แก่ เอื้องดิน หญ้าคา หญ้าแฝก หญ้าหางหนู หญ้าสามคน หญ้าไม้กวาด หญ้าเลา มอส เฟิร์นชนิดต่าง ๆ
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่พบเห็นได้แก่ เก้ง กระจง หมูป่า อีเห็น ชะมด เสือไฟ เสือ ปลา แมวป่า หมูหริ่ง บ่าง เม่น พังพอน ค้างคาว กระต่ายป่า
นกที่พบเห็นได้แก่ นกเขา เหยี่ยว นกกระสา นกอินทรี นกฮูก นกปรอด นกแขวก นกเค้าแมว นกแสก นกกระปูด นกเอี้ยง นกกางเขน นกขมิ้น นกกระทาดง นกกวัก นกกิ้งโครง นกขุนทอง นกแซว นกนางแอ่น นกยูง นกตะขาบ นกหัวขวาน นกดุเหว่า ไก่ป่า ไก่ฟ้า สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ที่พบเห็นได้แก่ เต่า กบ เขียด
สัตว์เลื้อยคลาน ที่พบเห็นได้แก่ งูชนิดต่าง ๆ ตะกวด ลิ่น ตุ๊กแกป่า กิ้งก่าบิน
http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1417-attachment.jpg
แหล่งท่องเที่ยว
ภูชี้ฟ้า เป็นยอดเขาสูงที่สุดในเทือกเขาดอยผาหม่น สูงจากระดับน้ำทะเล 1,628 เมตร ด้านที่ติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีหน้าผาสูงชัน เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุด ในฤดูหนาวจะมีทิวทัศน์สวยงามเป็นพิเศษ นักท่องเที่ยวส่วนมากจะมาค้างแรมบริเวณบ้านร่มฟ้าทองทางห่างจากจุดชมวิว ประมาณ 1.5 กิโลเมตร แล้วจะเดินขึ้น ภูชี้ฟ้า เพื่อไปชมวิวตอนเช้ามืด ระหว่างทางจะพบแปลงปลูกป่านางพญาเสือ ออกดอกบานสะพรั่งสวยงาม (เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์) และในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ต้นเสี้ยวดอกขาวรอบ ภูชี้ฟ้า จะออกดอกบานเต็มเชิงเขา

การเดินทาง
รถยนต์ ภูชี้ฟ้า อยู่ห่างจากอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ประมาณ 144 กิโลเมตร การเดินทางจากอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ไปยัง ภูชี้ฟ้า ได้ตามแนวเส้นทางดังนี้
1.จากอำเภอเมืองเชียงรายไปอำเภอเทิง ผ่านสามแยกโรงเรียนภูซางวิทยาคม บ้านสบบงและสามแยกบ้านม่วงชุมแล้วเดินทางต่อไป ก็จะถึง ภูชี้ฟ้า
2.ไปตามทางหลวงจังหวัดสาย 1093 ผ่านน้ำตกภูซาง ด่านบ้านฮวก ศูนย์ส่งเสริมเกษตรที่สูงดอยผาหม่น ผ่านจุดท่องเที่ยวได้แก่ น้ำตกภูซาง (อุทยานแห่งชาติภูซาง) และศูนย์ส่งเสริมเกษตรที่สูงดอยผาหม่น ทดลองและส่งเสริมปลูกไม้ดอกเมืองหนาว เช่น ทิวลิป ลิลลี่
จาก ภูชี้ฟ้า สามารถเดินทางไปยัง ดอยผาตั้ง อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย โดยอยู่ห่างออกไปตามเส้นทางหลวงจังหวัดสาย 1093 เป็นระยะทาง 25 กิโลเมตร และจาก ดอยผาตั้ง ยังสามารถเดินทางต่อไปยังอำเภอเชียงของ อำเภอเชียงแสน และอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายได้อีกด้วย

แผนที่ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย

http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/21/1402-attachment.gif



บ้านพัก-บริการ
บน อุทยานภูชี้ฟ้า ไม่มีบ้านพักหรือค่ายพักแรมบริการแก่นักท่องเที่ยว หากนักท่องเที่ยวมีความประสงค์จะไปพักแรม โปรดนำเต็นท์ไปกางเอง โดยทางวนอุทยานได้จัดสถานที่ไว้ให้พร้อมกับห้องสุขา ส่วนเรื่องอาหารต้องจัดเตรียมไปเอง แล้วไปติดต่อขออนุญาตใช้สถานที่กับเจ้าหน้าที่ที่หัวหน้า วนอุทยานภูชี้ฟ้า โดยตรง รายละเอียดสอบถามได้ที่สำนักบริหารจัดการในพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 จังหวัดเชียงราย โทร. (053) -714914 หรือฝ่ายจัดการวนอุทยาน สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 โทร. 0-25614292 -3 ต่อ 719

สถานที่ติดต่อ
วนอุทยานภูชี้ฟ้า สำนักบริหารจัดการในพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย) ต.ปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย

ที่มาจาก http://thai.tourismthailand.org ภาพ google.com
ขอบคุณเนื้อหาข่าวข้อมูลและภาพ
http://travel.mthai.com/view/38758.travel

Continue Reading...

Monday, July 20, 2009

ท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ยานยนต์แห่งเดียวในประเทศไทย


esada Technik museum (เจษฎา เทคนิค มิวเซียม) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวมรวบและจัดแสดงยานยนต์ เครื่องกล ยานพาหนะ หลากหลายชนิด

ปัจจุบัน Jesada Technik museum ได้รวบรวมยานพาหนะทุกประเภทจากทั่วทุกมุมโลก และเป็น Technik Museum แห่งเดียวในประเทศไทย และอาจเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่ซึ่งมีของสะสมมากที่สุดในแถบเอเซีย โดยยานพาหนะที่รวบรวมนี้มีทั้ง ยานพาหนะทางบก , ยานพาหนะทางน้ำ , ยานพาหนะทางอากาศ เป็นต้น

Jesada Technik museum ก่อตั้งโดยนายเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ นักธุรกิจชาวไทยที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก โดยในการเดินทางแต่ละครั้งได้มีโอกาสเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ในต่างประเทศ ได้เห็นความสวยงาม วัฒนธรรมของสะสมล้ำค่าในต่างประเทศ มากมาย ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ มีแนวคิดอยากทำการสะสมขึ้น ด้วยมีใจรักและชอบในหมวดยานพาหนะมาตั้งแต่เด็ก


Checker

BMW ISETTA 300 Polizei


ประวัติรถ :
ยี่ห้อ :BMW
รุ่น :Isetta 250 Polizei
ประเทศที่ผลิต :Germany
ปีที่ผลิต :1958 - 62

BMW ISETTA 300 Polizei ความนิยมที่รัฐบาลเยอรมันนำมาใช้ในเวอร์ชั่นรถตำรวจตรวจการใช้ชื่อว่า Polizei Niedersachsen จากกระแสที่ BMW ISETTA 300 ได้รับการตอบรับที่จากประชาชนทั่วไปในการใช้งานที่เหมาะสมกับภูมิประเทศของ ประเทศเยอรมัน มีความคล่องตัวสูงในการขับขี่เหมาะสำหรับพื้นที่แคบ ๆ ที่รถใหญ่ ๆ อย่างรถสไตล์อเมริกาเข้าไม่ถึง แต่รถเล็กอยู่

โดยเฉพาะรถเล็ก (Bubble Car) ที่มีความชื่นชอบเป็นพิเศษ จึงทำการซื้อและเริ่มสะสมยานพาหนะอย่างจริงจัง โดยรถคันแรกในชีวิตของการสะสมเป็นรถเล็กที่ประมูลมาได้จากประเทศ สวิตเซอร์แลนด์

ทางด้าน ยานพาหนะทางบก พิพิธภัณฑ์นี้ได้รวบรวมรถทุกประเภทและจุดเด่นของยานพาหนะที่สะสมอยู่ คือรถเล็ก รถการ์ตูน หรือ Bubble Car โดยลักษณะของรถจะเป็นรถที่มีเครื่องยนต์ ยานพาหนะทางอากาศ จะเป็นจำพวกเครื่องบินอาทิ Tri Star, Dakota และ Boing 747 เป็นต้น


Oscar 350


ประวัติรถ :ยี่ห้อ :Velorex
รุ่น :Oscar 350
ประเทศที่ผลิต :Tschechoslowakei
ปีที่ผลิต :1954 - 71



บริษัท Velorex อยู่ที่ประเทศ Tschechoslowakei ลักษณะจะเป็น การปกครองแบบคอมมิวนิกต์ ที่ประเทศนี้จะหาอะไหล่และเครื่องมือ ในการผลิตได้ยากมาก ส่วนรถรุ่นนี้ Body มีลักษณะเป็นท่อเล็ก ๆ (สามารถทำคนเดียวได้) โครงหุ้มเป็นผ้า (มีแต่เครื่องเย็บผ้าก็สามารถที่จะทำได้) ทั้งหมดนี้ถือ เป็นงานฝีมือ

ล่าสุดในหมวด ยานพาหนะทางน้ำนอกเหนือจากเรือประเภทต่างๆที่มีแล้วกว่า 100 ลำ ทาง JESADA TECHNIK MUSEUMได้ทำการติดต่อซื้อเรือดำน้ำสัญชาติรัสเซีย U-194 Whiskey Class มาไว้เพื่อให้คนไทยและผู้ที่สนใจได้เยี่ยมชมในโอกาสต่อไป

นอกจากตัวอย่างด้านบนแล้วยังมีรถอีกมากมายให้คุณได้เยี่ยมชมที่พิพิธภัณฑ์เจษฎา เทคนิค มิวเซียม

สนใจติดต่อเข้าชมได้ที่

พิพิธภัณฑ์ เจษฎา เทคนิค มิวเซียม ได้เปิดบริการให้เข้าเยี่ยมชมได้ทุกวันในเวลา 9.00-17.00น. โดยทางพิพิธภัณฑ์จะตั้งอยู่ที่ บ้านเลขที่ 100 หมู่ 2 ตำบลงิ้วราย อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม 73120 หรือ สามารถโทรติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางหมายเลข 02 883-2880 และทาง E-mail ได้ที่ info@jesadatechnikmuseum.com

ที่มา http://www.jesadatechnikmuseum.com/
Continue Reading...

Saturday, July 18, 2009

พาลูกชมวัง ยลโฉมความงาม ณ พระราชวังบางปะอิน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 กรกฎาคม 2552 14:30 น.

พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์

จากกรุงเทพฯ ขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประมาณ 22 กม. (หลักกิโลเมตรที่ 53) จากนั้นแยกซ้ายเข้า อ.บางปะอิน (ถนนหมายเลข 308) แล้วตรงไปประมาณ 7 กม. คุณก็จะพบกับ “พระราชวังบางปะอิน” สวรรค์บนดินของนักท่องเที่ยว และครอบครัว ที่ภายในดูงดงามด้วยสถาปัตยกรรมโบราณ และธรรมชาติอันร่มรื่น รวมไปถึงคุณค่าทางจิตใจ ที่เมื่อได้ยลโฉมแล้ว คุณจะไม่สามารถลืมความทรงจำครั้งนี้ได้ลง

เมื่อ มาถึงจุดหมาย การจะเข้าชมในเขตพระราชวังนั้น ผู้เข้าชมต้องแต่งกายสุภาพ ไม่หวือหวา หรือฉาบฉวยมากเกินไป ส่วนค่าเข้าชมนั้น ขอบอกว่าไม่แพงครับ ผู้ใหญ่คนละ 30 บาท ส่วนนักเรียน นักศึกษาราคา 20 บาท หรือถ้าครอบครัวใด อยากมีรถไว้ขับชมพระราชวังส่วนตัวกับครอบครัว สามารถเช่ารถกอล์ฟขับได้ครับ เพียงชั่วโมงละ 250 บาท

เมื่อเข้าสู่เขตพระราชวังบางปะอินในเขตพระราชฐานชั้นใน ทีมงานสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่สดชื่น เย็นสบาย ไม่ร้อนมากจนเกินไป ซึ่งมองไปรอบๆ จะเห็นสถานที่สำคัญหลายแห่ง ที่รายล้อมไปด้วยเนินหญ้าน้อยใหญ่ และต้นไม้อันเขียวขจีเข้มข้น น่าเดินชม และนั่งพักผ่อนเป็นอย่างมาก

แต่ก่อนที่จะเข้าชมพระราชวังฯ นั้น ทีมงานได้สืบค้นประวัติของพระราชวังแห่งนี้ มาเล่าให้ฟังเป็นความรู้ว่า เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จประพาสล่องแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วเรือเกิดล่มที่บริเวณเกาะบ้านเลน จ.อยุธยา ทำ ให้พระเอกาทศรถ ได้พบรักกับสาวชาวบ้านชื่อ “อิน” จนเธอได้ให้กำเนิดพระราชโอรส ที่ภายหลังขึ้นทรงครองราชย์ทรงมีพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง” ซึ่งได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นในบริเวณที่เสด็จพระราชสมภพ แล้วพระราชทานชื่อว่า “วัดชุมพลนิกายาราม” นอกจากนี้ยังให้ขุดสระน้ำขนาดใหญ่ขึ้น ตลอดจนได้สร้างพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ไว้กลางสระน้ำอีกด้วย

หลัง จากนั้นต่อมา พระราชวังแห่งนี้ ได้กลายเป็นที่เสด็จประพาสเพื่อความสำราญของพระเจ้าแผ่นดินในกรุงศรีอยุธยา เรื่อยมา จนมาถึงคราวเสียกรุงฯ พระราชวังแห่งนี้ ถูกปล่อยทิ้งจนรกร้าง กระทั่งยุครัตนโกสินทร์ จึงได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 4 และ รัชกาลที่ 5 และได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่ง และสิ่งก่อสร้างเพิ่มขึ้นหลายจุด จนปัจจุบัน พระราชวังบางปะอินแห่งนี้ ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางสถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์ที่ขึ้นชื่อของจ.พระนครศรีอยุธยา

ทราบ ประวัติกันพอสมควรแล้วนะครับ คงได้เวลาที่จะชมวังกันแล้ว ซึ่งเมื่อเดินเข้าไปตามทางเข้า จุดแรกที่พบ จะอยู่ทางด้านขวามือ ริมสระใต้ต้นโพธิ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของหอเหมมณเฑียรเทวราช หรือที่เรียกกันว่า "ศาลพระเจ้าปราสาททอง" ตัวปราสาทเป็นปรางค์ศิลา จำลองแบบจากปรางค์ขอม ภายในประดิษฐานเทวรูปสมมติแทนพระองค์พระเจ้าปราสาททอง

ออก จากจุดแรกพบ จูงมือพร้อมหน้าเดินไปตามทางยาว คุณและครอบครัวจะเจอกับกระโจมแตรขนาดใหญ่ ที่มีรูปทรงแปดเหลี่ยมตั้งอยู่ข้างสระน้ำใหญ่ ซึ่งบริเวณนี้ เมื่อโฟกัสสายตาไปกลางสระน้ำแล้ว คุณจะเห็นพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของพระราชวัง บางปะอิน ที่ตั้งตระหง่านอย่างโดดเด่นอยู่กลางสระน้ำ ด้วยรูปทรงปราสาทจัตุรมุข จำลองแบบมาจากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งภายในประดิษฐานพระบรมรูปหล่อสัมฤทธิ์ของรัชกาลที่ 5 เอาไว้

ผ่าน สะพานข้ามสระน้ำ เลี้ยวขวาหลังลงจากกระโจมแตร โดยมุ่งหน้าไปตามถนนนารายณ์ คุณ และครอบครัวจะได้พบกับพระที่นั่งทรงยุโรปเก่าอย่างพระที่นั่งวโรภาษพิมานที่ ภายในเป็นท้องพระโรง ตกแต่งด้วยวัตถุ และประดับด้วยเครื่องใช้สุดหรู เช่น โคมไฟขนาดใหญ่, บัลลังก์ที่ประทับของรัชกาลที่ 6, ชุดโต๊ะเก้าอี้สวยงามต่างๆ, ภาพวาดสมัยรัชกาลที่ 5 อย่างไรก็ดี ผู้เข้าชมที่เป็นผู้หญิงจะต้องแต่งกายด้วยผ้านุ่งไทยโบราณ ซึ่งจะมีไว้บริการอยู่ด้านข้างของพระที่นั่งฯ ครับ

เดิน ลงมาจากพระที่นั่งฯ เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานไม้ไปยังฝั่งตรงข้าม จะเป็นเขตพระราชฐานชั้นใน ที่เมื่อผ่านประตูเทวราชครรไลอันสวยงามไป คุณ และครอบคครัวจะได้พบกับพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรที่เป็นพระที่นั่งเรือน ไม้สองชั้นแบบชาเลต์ของสวิสฯ ส่วนฝั่งตรงข้ามนั้น จะเป็นบ้านเจ้านายเก่าชั้นเดียว ที่ฉลุด้วยลวดลายขนมปังขิงที่ประณีต และสวยงามยิ่งนัก

เดิน ผ่านบ้านเจ้านายเก่าเรื่อยมา คุณจะพบกับสระน้ำที่จะเห็นหอวิฑูรทัศนา ตั้งยอดสูงเด่น 4 ชั้น ถือเป็นจุดชมวิวของพระราชวังบางปะอิน ที่มองเห็นสถานที่ต่างๆ ภายในพระราชวังในมุมสูงได้อย่างชัดเจน เช่น พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร เป็นต้น

อย่าง ไรก็ดี เมื่อมองลงมา หรือเดินลงมา คุณจะพบกับพระที่นั่งเวหาศจำรูญ สถานที่ที่มองแล้วรู้สึกเหมือนข้ามโลกไปเยือนประเทศจีน เพราะสิ่งที่เห็นสะท้อนความเป็นสถาปัตยกรรมของจีนในเฉดสีแดงตามสไตล์จีนได้ อย่างลงตัว และในบริเวณใกล้เคียงกันนั้น คุณจะได้พบกับพระตำหนักเก้าห้อง ที่ตั้งมั่นอย่างสวยงาม บนพื้นสนามหญ้าสีเขียวสดอันขนาดใหญ่

นอก จากนี้ทางด้านหลังของพระที่นั่งเวหาศจำรูญ เส้นทางจะนำพาคุณและครอบครัวเข้าสู่ดินแดนแห่งความรัก ซึ่งเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างขึ้น เพื่อรำลึกถึงปิยมเหสีของพระองค์ ที่เสด็จทิวงคต จากเหตุเรือพระที่นั่งเกิดอุบัติเหตุล่ม ระหว่างเดินทางมาประพาสที่พระราชวังบางปะอิน รวมทั้งได้สร้างเป็นอนุสาวรีย์ราชานุสรณ์ เพื่อไว้อาลัยแด่พระอัครชายาเธอพระองค์เจ้าเสาวภาคนารีรัตน์ และพระราชโอรส-พระราชธิดาอีก 3 พระองค์ด้วย

เมื่อ เดินชมจนเริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้ว อยากนั่งพัก/นั่งเล่น ก็สามารถนั่งจิบบรรยากาศกันได้เลยครับ พร้อมทั้งสามารถหาซื้อเครื่องดื่ม หรือขนมได้จากร้านจำหน่ายสินค้าบริเวณประตูเทวราชครรไล และตามสถานที่ต่างๆ หรือถ้าต้องการจะซื้อของฝากกลับบ้าน ก็สามารถซื้อได้ที่ร้านจำหน่ายของที่ระลึกครับ

คง จะเป็นคอร์สวันว่างที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยนะครับ ที่ทุกๆ ครอบครัวสามารถจูงมือสมาชิกตัวน้อยมาเยือน และสัมผัสกับความงดงามในพระราชวังบางปะอินแห่งนี้กันได้ ซึ่งทีมงานขอรับรองว่า คุณและครอบครัวจะได้ความสุข ความผูกพัน และความทรงจำที่ดีกลับไปอย่างไม่รูลืม

0 ครอบครัวใด ไม่ได้ขับรถส่วนตัวมาชม ก็สามารถขึ้นรถโดยสารประจำทาง จากสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต 2) นั่งรถสายกรุงเทพฯ-บางปะอินได้ครับ โดยพระราชวังแห่งนี้ จะเปิดให้เข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00 - 16.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0-3526-1548, 0-3526-1044

http://pics.manager.co.th/Images/552000008695106.JPEG
พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระที่นั่งทรงยุโรปเก่าที่งดงาม

http://pics.manager.co.th/Images/552000008695103.JPEG
พระที่นั่งเวหาศจำรูญ

http://pics.manager.co.th/Images/552000008695104.JPEG
พระตำหนักเก้าห้อง

http://pics.manager.co.th/Images/552000008695105.JPEG
อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์

http://pics.manager.co.th/Images/552000008695108.JPEG
ประตูเทวราชครรไลอันสวยงาม

http://pics.manager.co.th/Images/552000008695107.JPEG
พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร เรือนไม้สองชั้นแบบชาเลต์ของสวิสฯ

http://pics.manager.co.th/Images/552000008695102.JPEG
หอวิฑูรทัศนา จุดชมวิวตั้งยอดสูงเด่น 4 ชั้น

ที่มา:manager.co.th
............................................................
Continue Reading...

Sunday, July 12, 2009

เที่ยวพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวง / วินิจ รังผึ้ง

โดย : วินิจ รังผึ้ง


ทุกครั้งที่ผมดื่มน้ำผลไม้ตรา “ดอยคำ” นอก จากจะได้รสชาติของความอร่อย ความรู้สึกชื่นเย็น รู้สึกได้ถึงคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ และความรู้สึกลึกๆที่เกิดขึ้นในจิตใจก็คือ ความรู้สึกเสมือนได้มีส่วนในการช่วยเหลือเกษตรกรอีกจ ำนวนมากมาย

หากจะพูดถึงสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ทั่วๆไปที่เราท่านดื่ มกินขึ้นมาสัก ชิ้น เรื่องราวความเป็นมาของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นอ าจมิได้มีเรื่องราวมาก มายไปกว่าการผลิตเพื่อผลกำไรในทางธุรกิจซึ่งเป็นวัตถ ุประสงค์สูงสุด แต่สำหรับผลิตภัณฑ์ดอยคำแล้ว กลับมีเรื่องราวความเป็นมามากมายนับตั้งแต่พระมหากรุ ณาธิคุณและสายพระเนตร อันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานลงมายังเกษตรกรยากจนในพื้นที่โครงการพระ ราชดำริ เรื่องราวของการดำเนินวิถีชีวิตและการมีส่วนร่วมของป ระชาชน ชุมชน และการทุ่มเททำงานหนักแบบปิดทองหลังพระของคนทำงานอีก มากมาย เพื่อพัฒนาผืนแผ่นดิน พัฒนาชุมชนและวิถีชีวิตของประชาชนไปพร้อมๆกับการพัฒน าผลิตภัณฑ์

จากการเสด็จประพาสต้นบนดอยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู ่หัว และได้ทรงเห็นสภาพความเป็นอยู่ของชาวไทยภูเขาและสภาพ พื้นที่ที่ถูกทำลายจาก การทำไร่เลื่อนลอยและการปลูกพืชเสพติด พระองค์จึงทรงพระราชทานแนวพระราชดำริและพระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์จัดตั้งโครงการหลวงขึ้น ในปี พ.ศ.2512 เพื่อหยุดยั้งการทำลายป่าต้นน้ำ และส่งเสริมให้ชาวไทยภูเขาเลิกโยกย้ายถิ่นทำไร่เลื่อ นลอย เลิกปลูกฝิ่น หันมาปลูกพืชอื่นทดแทน และเพื่อเป็นแหล่งศึกษาวิจัยการเกษตรในที่สูง ซึ่งเมื่อทรงพระราชทานจัดตั้งโครงการหลวงขึ้นมาแล้ว ด้วยวิสัยทัศน์อันยาวไกลและทรงมีแนวพระราชดำริแบบบูร ณาการ ก็ทรงมีพระราชดำริให้ก่อตั้งโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) ขึ้นในปี พ.ศ.2515 ที่บ้านยาง หมู่ 12 ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศพม่าอยู่ไม่ไกลจาก สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการหลวงมากนัก

ด้วยทรงเล็งเห็นว่าเมื่อเกษตรกรสามารถปลูกพืชผลได้แล ้ว หากไม่มีตลาดที่ดี ไม่มีการแปรรูปผลผลิตที่เหลือขายจากการบริโภคผลสด ก็จะไม่สามารถสร้างมูลค่าของผลผลิต และไม่สามารถจะช่วยเหลือเกษตรกรในโครงการได้ จึงทรงมีพระราชดำริให้งานของโครงการหลวงดำเนินการในก ระบวนการต่างๆอย่างครบ วงจร การก่อตั้งโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูป และก่อตั้งบริษัทดอยคำผลิตภัณฑ์อาหารจึงเริ่มต้นขึ้น

การตั้งโรงงานหลวงบนเนินเขาที่บ้านแม่งอนที่อยู่ติดช ายแดนนั้น อาจจะเป็นงานยากกว่าการตั้งโรงงานแปรรูปผลผลิตในพื้น ราบ แต่ก็มีผลในการสร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้าน ให้เกิดความมั่นใจว่าผลผลิตที่พวกเขาปลูกจะสามารถขาย ได้ย่างแน่นอน อีกทั้งพวกเขายังสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทำงานในโรงงา นที่อยู่ในหมู่บ้าน ไม่ต้องให้คนรุ่นหนุ่มสาวต้องเสี่ยงชีวิตเดินทางออกไ ปหางานทำในเมืองใหญ่ ซึ่งบ้านแม่งอนและชุมชนรอบข้างนั้นมีทั้งชาวไทยภูเขา ชาวไทยเชื้อสายจีนที่อพยพมาจากยูนนาน และชาวไทยพื้นราบ อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลและมีความสุข

แต่แล้วในวันที่ 8-9 ตุลาคม พ.ศ.2549 บ้านยางก็เกิดเหตุภัยพิบัติครั้งใหญ่จากน้ำท่วมและดิ นโคลนถล่มลงมาจากภูเขา ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบ้านเรือนของชาวบ้านจำนวนมากถ ูกน้ำป่าพัดพังเสียหาย รวมถึงโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) แห่งนี้ก็ได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูพื้นที่โรงงานหลวงแห่งนี้ขึ ้นมาใหม่และพัฒนาให้ เป็นแหล่งเรียนรู้ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์พื้นที่ที่มีชีวิต (Living Site Museum) ซึ่งเป็นพื้นที่ศึกษาที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านต่างๆ ผ่านนิทรรศการ วัตถุสะสม หลักฐานทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งกิจกรรมการเรียนรู้เชิงนิเวศ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมประเพณี เพื่อแสดงให้เห็นถึงกระบวนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเ ทศแบบบูรณาการของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

การมาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) แห่งนี้ จะเริ่มต้นจากบริเวณห้องพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดง ซึ่งอาคารของพิพิธภัณฑ์ออกแบบอย่างเรียบง่ายเหมือนโก ดังหลังคาสูงของโรงงาน ทั่วๆไป แต่ก็มีลูกเล่นที่แฝงความเท่และความมีสไตล์ของการออก แบบ เช่นบานประตูไม้สลักลวดลายสวยงามที่ให้กลิ่นอายความเ ป็นชาวไทยเชื้อสายจีนยู นนานของชาวบ้านยางได้เป็นอย่างดี เมื่อเดินเข้าไปภายในห้องจัดแสดงห้องแรก ซึ่งออกแบบตกแต่งแบบจำลองข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน ของชาวบ้านยางในอดีต ทำให้เห็นภาพวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้านยางไ ด้เป็นอย่างดี เมื่อเดินลึกเข้ามาก็จะเป็นห้องจัดแสดงพระบรมฉายาลัก ษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ที่เสด็จพระราชดำเนินทรงงานอย่างใกล้ชิดพสกนิกรของพร ะองค์ท่านในพื้นที่ธุร กันดารกลางป่าเขาแดนดอยอันเป็นภาพชุดที่หายชมได้ยากซ ึ่งได้ทรงพระราชทานมา จัดแสดง

นิทรรศการแห่งนี้ยังได้จัดแสดงภาพชุดขาว-ดำ ฝีมือช่างภาพชั้นเยี่ยมของเมืองไทยอย่างชำนิ ทิพย์มณี ซึ่งลงมาคลุกคลีอยู่กับชาวบ้านยาง แล้วสะท้อนภาพวิถีชีวิตอันแสดงถึงอัตลักษณ์ความเป็นช าวบ้านยางด้วยภาพขาว-ดำ ที่งดงามเต็มไปด้วยพลัง สร้างความภาคภูมิใจและสร้างความมีส่วนร่วม ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชาวบ้านกับพิพิธภัณฑ์ที่ม ีชีวิตแห่งนี้ได้เป็น อย่างดี ภายในห้องนิทรรศการ มีมุมฉายภาพยนตร์เล็กๆ ที่มีภาพยนตร์แสดงภาพความรุนแรง ความเสียหายและบทสัมภาษณ์ของชาวบ้านที่ประสบเหตุการณ ์ครั้งน้ำท่วมใหญ่มาบอก เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ย้อนรำลึกกัน

และห้องโถงสุดท้ายกลางอาคารโรงงาน มีการจัดแสดงเครื่องจักรกล เครื่องมือ และอุปกรณ์จากโรงงานเก่าตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม ซึ่งบางชิ้นยังคงมีร่อยรอยของความเสียหายจากพิบัติภั ยน้ำท่วมโคลนถล่มให้ชม กัน

เดินชมนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์กันจนทั่วก็จะมาสิ้นสุดท ี่บริเวณร้านค้า และร้านกาแฟบริเวณทางออก ที่นี่เขาจัดออกแบบตกแต่งไว้ให้มีบรรยากาศเหมือนร้าน ค้าของชาวบ้านในหมู่ บ้าน ซึ่งมีชั้นแสดงสินค้าที่จัดวางเรียงไว้ให้เลือกชมเลื อกซื้อกัน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าของดอยคำและสินค้าโครงการหลว งทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผลไม้อบแห้ง ตั้งแต่มะม่วง ลำไย สตรอเบอร์รี่ ผลิตภัณฑ์ชาชนิดต่างๆ กาแฟที่คั่วบดหอมกรุ่น น้ำผลไม้บรรจุกล่องและบรรจุกระป๋อง หรือจะสั่งกาแฟสดร้อน เย็น นั่งจิบในบรรยากาศของสภากาแฟพื้นบ้านก็ได้บรรยากาศดี ยิ่ง ในอนาคตทางพิพิธภัณฑ์จะให้บริการร้านอาหาร ซึ่งจะเน้นอาหารพื้นบ้านสไตล์ยูนนานที่เป็นเอกลักษณ์ ของชาวบ้านยางให้บริการ ด้วย

นอกจากนักท่องเที่ยวทั่วไปที่มีเวลาไม่มากนักจะเยี่ย มชมเฉพาะพื้นที่ นิทรรรศการซึ่งใช้เวลาราว 1-2 ชั่วโมงแล้ว พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตสำหรับการเรียนรู้แห่งนี้ ผู้สนใจศึกษาเชิงลึกยังสามารถเข้ามาเรียนรู้เรื่องรา วต่างๆได้เช่นการศึกษา เชิงนิเวศจากการเที่ยวชมศึกษาภูมิประเทศ การชลประทาน การทำฝายและแนวป้องกันน้ำท่วมโคลนถล่ม หรือด้านการเกษตรจากการศึกษาเรียนรู้แปลงทดลองและแปล งปลูกของเกษตรกรใน โครงการ หรือหากสนใจที่จะศึกษาวิธีการผลิตและแปรรูปอาหาร ทางโรงงานก็ไม่ได้ขัดข้องหรือปิดบัง แต่ยังยินดีที่จะจัดวิทยากรนำชมทุกกระบวนการทุกซอกทุ กมุมของโรงงานให้สมกับ การเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้ตามพระราชดำริของสม เด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีอย่างครบถ้วน

ท่านผู้อ่านใดสนใจจะเดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) สามารถเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่มุ่งหน้าสู่อำเภอฝ าง โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 107 ระยะทางราว 150 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปตามทางแยกขึ้นดอยอ่างขางอีกราว 9 กิโลเมตรก็จะถึงบ้านยาง ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเปิดให้ชมทุกวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 08.30 น.-16.30 น. หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์www.firstroyalfactory.org
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
............................................................
Continue Reading...

Wednesday, July 8, 2009

สะบายดี ณ เชียงคาน







คิดถึง ณ เชียงคาน (กรุงเทพธุรกิจ)

ปายแห่งลุ่มน้ำโขง...คู่แฝดหลวงพระบาง...น้องสาววังเ วียง ฯลฯ สารพัดคำเปรียบที่ "คนอื่น" ใช้นิยามถึง "เชียงคาน" ในขณะที่ "เจ้าของบ้าน" พยายามตะโกนร้องบอกกับทุกคนว่า "เชียงคาน" คือ "เชียงคาน" ไม่ได้เป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตของใคร เพราะฉะนั้น กรุณาอย่าคาดหวัง!!

ไม่ ปฏิเสธว่าฉันเองก็แอบจินตนาการถึงเมืองเล็กๆ แห่งนี้อยู่เหมือนกัน แต่ "จินตนาการ" ไม่ได้แปลว่า "คาดหวัง" ผลลัพธ์ประเภทที่ว่าเจ็บปวด เสียใจ จึงไม่อาจใช้ได้กับภาพที่วาดไว้ในความคิด แล้วอย่างนี้ความจริงที่เจอจะส่งผลอย่างไรกับภาพในจิ นตนาการ บอกได้คำเดียวเลยว่า มันช่วย "เติมเต็ม" ให้ภาพนั้นดูสมบูรณ์มากขึ้น

สะบายดี เชียงคาน

ถ้า แคสเปอร์ เดวิด ฟรีดดริก (Caspar David Friedrich) ไม่ด่วนจากโลกนี้ไปก่อน ฉันคงทึกทักเอาว่า ภาพตรงหน้าเป็นผลงานเสมือนจริง ที่หลุดมาจากการตวัดพู่กันของศิลปินชาวเยอรมันยุคโรแ มนติกคนนี้แน่ๆ ฟรีดดริก เป็นจิตรกรที่ชอบวาดภาพธรรมชาติ และผลงานที่ทำให้คนทั่วโลกรู้จักดี นั่นก็คือ Wanderer Above the Sea of Fog หรือ นักเดินทางผู้เฝ้ามองทะเลหมอก

ฉันไม่ใช่นักเดินทางในผลงานชิ้นเอก แต่กำลังยืนดูทะเลหมอกจากไอฝนที่กำลังห่มคลุมเส้นเลื อดสายใหญ่ที่ใครๆ ต่างเรียกมันว่า แม่น้ำโขง

"เชียงคานสวยทุกฤดู" เสียงของพี่ชายชาวเชียงคาน ทำให้ฉันต้องก้มหัวให้กับคำกล่าวอ้างนั้นจริงๆ เพราะแม้จะต้องเสียเหงื่อไปกับความรุ่มร้อนในตอนบ่าย สายฝนแห่งความฉ่ำเย็นที่เทกระหน่ำลงมาในยามค่ำ กลับทำให้ภาพของเชียงคานเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ







เชียงคาน เป็นอำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่งของจังหวัดเลย ที่ตั้งอยู่อย่างสงบงามริมแม่น้ำโขง จากประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานทำให้เข้าใจว่า "ราก" สำคัญต่อการมีอยู่ของชาวเชียงคานอย่างไร ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นบ้านเชียงคาน ภาษาเชียงคาน อาหารเชียงคาน การละเล่นเชียงคาน หรืออะไรก็ตามที่เป็นเชียงคาน สะท้อนให้เห็นถึงความเคารพที่คนไทเชียงคานยุคปัจจุบั นพึงมีต่อบรรพบุรุษ เชียงคานได้ชัดเจน นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากชาวเชียงคานบางกลุ่มจะลุกขึ้นมาต่อต้านกระแสธารแห ่งการท่องเที่ยวอันไร้ ขีดจำกัด ที่ไหลบ่าเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับน้ำป่าในช่วงปีที่ ผ่านมา

" ไม่ได้แปลว่าการท่องเที่ยวไม่ดี คนเฒ่าคนแก่ดีใจที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามา แต่ไม่อยากให้มาเปลี่ยนเชียงคาน" ดวง-ธนภูมิ อโศกตระกูล ลูกหลานชาวเชียงคาน บอก

ดวง เป็นหนึ่งในสมาชิกชาวเชียงคานรุ่นใหม่ที่พยายามผลักด ันให้เกิดการตั้ง "กลุ่มคนเชียงคานรักเมือง" ขึ้น เพื่อดูแลรักษาสภาพเมืองเชียงคานให้คงอยู่อย่างเดิมต ลอดไป ซึ่งนอกจากจะดูแลแล้วยังเฝ้าระวังไม่ให้ "คนนอก" มาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวเชียงคานที่แท้จริงด้วย

ระหว่างสนทนา ดวง พาฉันเดินสำรวจเมืองเชียงคานไปพร้อมกัน ผังเมืองเชียงคานอาจจะไม่แตกต่างจากเมืองริมน้ำอื่นๆ มากนัก คือมีถนนเส้นเลียบชายโขง ที่ชาวเชียงคานเรียก ว่า ถนนหลุ่ม (ล่าง) เป็นเส้นที่มีเรือนแถวโบราณอยู่มากที่สุด ซึ่งจุดนี้เองที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วสารทิศให้แวะเวีย นมาเยี่ยมเยือนเชียงคาน ส่วนถนนคมนาคมสายหลัก หรือถนนเทิง (บน) นั้น เป็นชุมชนเมืองที่ความเจริญเข้าถึง บ้านเรือนส่วนใหญ่จึงก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมสมัยใหม ่ สีสันฉูดฉาด ไม่ต่างกับเมืองอื่นๆ ของไทย

สังเกต ว่าบ้านแต่ละหลังค่อนข้างชำรุดทรุดโทรมมาก อาจจะด้วยกาลเวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานนั่นเอง เจ้าถิ่นบอกว่าคนเชียงคานค่อนข้างมีฐานะ เพราะฉะนั้นจะไม่ยอมขายบ้านให้กับคนต่างถิ่น อย่างมากคือให้เช่า และเก็บไว้เป็นมรดกตกทอดสู่ลูกหลาน

แม่กุญแจขนาดใหญ่ที่ปิดตายบ้านหลายหลัง ทำให้ดูคล้ายกับไม่มีคนอยู่ แต่จริงๆ แล้วบ้านเก่าทุกหลังมีเจ้าของ ฉันเห็นร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกหลายร้านแทรกตัวอยู ่กับบ้านโบราณในย่านนี้ แต่ละร้านตกแต่งให้มีเสน่ห์ต่างกันไป บางร้านคงรูปแบบเดิมไว้อย่างเงียบงาม ในขณะที่บางร้านปรุงโฉมบ้านเก่าจนมองเค้าเดิมแทบไม่อ อก ดีหรือไม่ อยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละคน สำหรับฉันประมาณนี้กำลังดี







วันวานและพรุ่งนี้

จากเอกสารที่ วัดศรีคุณเมือง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ของอำเภอเชียงคาน เล่าถึงการสร้างเมืองเชียงคานที่ปรากฎในพงศาวดารล้าน ช้าง สรุปความได้ว่า "ขุนคาน" เป็นโอรสของ "ขุนครัว" แห่งอาณาจักรล้านช้าง โดยขุนคานเป็นผู้สร้างบ้านแปงเมืองเชียงคานขึ้นมา ในตอนแรกนั้นเมืองเชียงคานตั้ง อยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง (ฝั่งลาว) ต่อมาปี 2436 (รศ.112) ฝรั่งเศสได้เข้ามาทำสงครามและยึดครองดินแดนฝั่งซ้ายแ ม่น้ำโขงทั้งหมด ตามสนธิสัญญา ชาวเมืองเชียงคานทั้งหมดจึงได้อพยพหนีภัยมาสร้างเมือ งเชียงคานใหม่ หรือเมืองปากเหือง ที่บริเวณปากแม่น้ำเหือง จนเมื่อฝรั่งเศสรุกหนัก จากบ้านปากเหือง แขวงไซยะบุรี ชาวบ้านจึงพากันหนีอีกรอบมาตั้งบ้านอยู่ที่บ้านท่านา จันทร์ บริเวณฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเชียงคานปัจจุบันราว 2 กิโลเมตร

ดูเหมือนว่า ชาวเชียงคานจะมีชีวิตอยู่กับการหนีมาตลอด และทุกครั้งที่หนีมาจากการรุกรานของ "คนอื่น"
"ตอนนี้เริ่มมีนายทุนเข้ามาติดต่อ แต่ชาวบ้านยังรวมพลังที่จะไม่ขาย" ดวง บอกเสียงเรียบ

"ยายไม่ขายหรอก คนเชียงคานเขาก็ไม่มีใครขาย" ยายเสงี่ยม ตอบคำถามคนต่างถิ่นอย่างฉัน แล้วพอถามว่า ทำไม ยายบอกว่า "ไม่ได้เดือดร้อน ถ้าขายแล้วจะไปอยู่ไหน" ฉันสะอึกกับคำตอบ ภาพชาวเชียงคานที่เคยวิ่งหนีฝรั่งบ้าอำนาจวนกลับเข้า มาในความคิด ถ้าวันนี้คนเชียงคานตัดสินใจขายบ้าน ชะตากรรมก็คงไม่ต่างจากบรรพบุรุษที่เร่ร่อนหาที่อยู่ เพียงเพื่อให้พ้นเงื้อม มือของต่างชาติ

อาหาร มือเช้าครบรสไปด้วยสาระและความบันเทิง มันไม่ได้หรูหราเหมือนนั่งกินอยู่ในภัตตาคาร หรือล้อมวงคุยกันในบ้านหลังใหญ่ แต่มื้อเช้าแสนพิเศษของฉันอยู่บนศาลากลางวัดศรีคุณเม ือง ใช่แล้ว...ฉันกำลังกินข้าวก้นบาตรพระ

"กินข้าวในวัดนี่แหละดี มีอาหารพื้นบ้านให้กินเยอะแยะ มาเชียงคานแล้วต้องกินอาหารเชียงคานนะ" บุรุษหนุ่มสายเลือดเชียงคาน บอก

จะปฏิเสธก็กลัวเสียน้ำใจ มื้อนั้นฉันจึงได้นั่งอร่อยไปกับเมนูอาหารเฉพาะถิ่นม ากมาย ไม่ว่าจะเป็น หยู่ปลาทู (น้ำพริกปลาทูแบบแห้ง), เอาะหลาม หรือซั้ว หรือต้มซั้ว (คล้ายๆ แกงเลียง แต่ไม่ใส่พริกไทย), บ่นปลา(คล้ายๆ แจ่วปลา), หมกปลา, อั่วะเนื้อ, แจ่วหมากเผ็ดใหญ่ (แจ่วพริกเม็ดใหญ่) ฯลฯ ทั้งหมดกินกับข้าวเหนียว และอาหารมื้อนั้นก็ไขข้อสงสัยของฉันที่มีมาตั้งแต่เช ้าว่า ทำไมคนที่นี่จึงใส่บาตรเฉพาะข้าวเหนียว ดูแล้วไม่ต่างจากใส่บาตรที่หลวงพระบางเลย

" คนเชียงคานจะใส่ข้าวเหนียวอย่างเดียว กับข้าวกับขนมหวานเอามาถวายที่วัด ถวายเสร็จบางวันก็ฟังเทศน์ฟังธรรมต่อไปเลย" คุณยายท่านหนึ่ง บอก

หลังอิ่มเอมกับอาหารมื้อพิเศษ ฉันจึงมีโอกาสได้ชมวัดเก่าแก่แห่งนี้แบบเต็มตา...

วัดศรีคุณเมือง อยู่บริเวณถนนศรีเชียงคาน ซอย 7 สร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2485 วัดนี้เป็นแหล่งรวมงานศิลปะทั้งแบบล้านนาและล้านช้าง ไว้มากมาย ที่น่าสนใจคือ พระพุทธรูปไม้จำหลักลงรักปิดทอง ปางประทานอภัยแบบล้านช้าง ฉันมองขึ้นไปที่ผนังด้านหน้าอุโบสถ เห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังปรากฎอยู่เต็มหน้าบัน ภาพทั้งหมดเป็นภาพนิทานชาดก ชุดพระเจ้าสิบชาติ แต่ที่น่าสนใจคือ สังเกตว่ามีรูปรถตุ๊กตุ๊กอยู่ที่ด้านล่างของภาพด้วย แสดงว่าภาพเหล่านี้เป็นภาพวาดสมัยใหม่ หรือไม่ก็อาจจะมีการแต่งเติมลงไป

จาก ซอยเย็น ดวง พาเราย้อนกลับไปที่ ซอย 0 แปลกแต่จริงที่เชียงคานมีซอย 0 ด้วย เจ้าถิ่นเองก็ไม่ทราบที่มา แต่เห็นว่าแปลก จึงพามาชม ใกล้ๆ ซอย 0 เป็นร้านขายข้าวหลามยาว อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของเชียงคาน ดวง บอกว่าในอดีตเมื่อชาวเชียงคานจะไปเยี่ยมญาติต่างถิ่น ของฝากที่ติดไม้ติดมือไปนั่นคือ ข้าวหลามยาว และโดนัททำมือ

แต่ในบรรดาของกินที่ได้ลองลิ้มชิมรส ฉันค่อนข้างชอบ "ข้าวปุ้นฮ้อน" ที่สุด เพราะแปลกและอร่อย สามารถเลือกเส้นได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็น แมงด๊องแด๊ง (เส้นเหมือนเกี้ยมอี๋), หัวไก่โอก (เส้นใหญ่ปั้นกลมเหมือนลูกชิ้น) หรือเส้นธรรมดา (คล้านซ่าหริ่ม) กินกับน้ำจิ้มคลุกพริกสด มะนาว น้ำปลา น้ำตาล แค่นี้ก็แซบได้ถึงใจ

"ถ้ามาเชียงคานแล้วไม่ได้กินข้าวปุ้นน้ำแจ่ว ถือว่ามาไม่ถึงเชียงคาน" บางคนเคยโฆษณาไว้อย่างนั้น แต่ในฐานะนักเดินทางผู้นิยมมังสวิรัติ (มังเขี่ย-เขี่ยหมู เขี่ยไก่) ขอปรับเนื้อหานิดหน่อยว่า "มาเชียงคานแล้วไม่ได้กินข้าวปุ้นฮ้อน ถือว่ามาไม่ถึงเชียงคาน" แค่นี้ก็ทำให้ฉันมาถึงเชียงคานได้อย่างสมบูรณ์(ว่าไป นั่น)





รักเชียงคานต้องขี่ (จักรยาน)

ของฝากเชียงคานนอกจากอาหารแล้วยังมีผ้าห่มนวม ผ้าห่มที่ชาวบ้านยืนยันนักหนาว่า อุ่น นุ่ม กว่าที่ไหนๆ

"เมื่อก่อนเชียงคานค้าขายฝ้าย ปลูกฝ้ายขาย แต่พอมีนายทุนมาซื้อที่ดินชายโขงที่เคยเป็นไร่ฝ้าย ตอนหลังเราจึงต้องซื้อฝ้ายจากที่อื่น" ชาวเชียงคาน สะท้อน

แม้วัตถุดิบจะต้องนำเข้า แต่ฝีมือแรงงานยังเป็นของชาวเชียงคานล้วนๆ อย่างที่ร้านนิยมไทย ก็เป็นหนึ่งในร้านจำหน่ายผ้าห่มนวมคลาสสิคที่สามารถเ ข้าไปชมกรรมวิธีการทำ ได้ และเมื่อฉันลองเข้าไปนั่งดูใกล้ๆ ก็พบว่า การถักทอผ้านวมแต่ละผืน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

"อยากเห็นโรงหนังเก่ามั้ย" พี่ชายคนเดิมชวน ไม่ลังเลเราหันหัวรถถีบไปยังจุดหมายปลายทางใหม่ทันที
สุวรรณ รามา เป็นโรงหนัง 1 ใน 2 แห่งที่มีในเชียงคาน ดวงบอกว่า สมัยนั้นเชียงคานยัง ไม่มีแหล่งบันเทิง โทรทัศน์ก็มีน้อย ผู้คนจึงนิยมซื้อตั๋วเข้ามาดูหนัง บางเรื่อง 3 บาท บางเรื่อง 4 บาท ซึ่งบางเรื่องก็ได้รับความนิยมมากขนาดฉายแบบรอบชนรอบ เลยทีเดียว

" ตอนนี้เป็นร้านกาแฟโบราณ แต่ก็เอาข้าวของเครื่องใช้สมัยเป็นโรงหนังมาจัดแสดง มีตั๋วเก่าด้วย มีเครื่องฉาย ตอนนี้โรงหนังปิดไปแล้ว เปลี่ยนมาเป็นสนามแบดมินตัน เพราะความบันเทิงต่างๆ เข้ามา"

ฉันเดินชมอดีตของสุวรรณรามาอย่างเพลิดเพลิน จนลืมเวลาว่าจะต้องขี่จักรยานปีนเขาขึ้นไปนมัสการพระ ที่ "วัดท่าแขก" ซึ่งวัดท่าแขกเป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโข ง ห่างจากตัวเมืองเชียงคานไป ประมาณ 2 กิโลเมตร สังเกตง่ายๆ คืออยู่ก่อนถึงหมู่บ้านน้อยและแก่งคุดคู้ วัดนี้เป็นวัดธรรมยุติ ภายในโบสถ์มีพระพุทธรูป 3 องค์ ที่สกัดจากหินทรายทั้งก้อน เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ มีอายุประมาณ 300 กว่าปี เห็นแล้วอดทึ่งในฝีมือของช่างโบราณไม่ได้

ลงจากเขาเรามุ่งหน้าฝ่าลมแรงไปที่ "แก่งคุดคู้" ซึ่งเป็นแก่งหินขนาดใหญ่กลางลำน้ำโขง มองไปเห็นภูเขาสูงใหญ่วางทับซ้อนกันดูสวยงาม มีสายหมอกลอยระเรี่ยอยู่ลิบๆ ฉันมองลงไปที่แก่งคุดคู้ กระแสน้ำบริเวณนั้นค่อนข้างเชี่ยว กอปรกับฝนที่เริ่มลงเม็ด ทำให้เรามีเวลาเก็บความรู้สึกอยู่ได้ไม่นาน แต่ก็พอทันได้สังเกตว่า มีรถยนต์หลายคันจอดอยู่กลางหาดริมโขง ซึ่งไม่น่าจะเป็นภาพที่ชวนพิสมัย เพราะทำให้ทัศนียภาพสูญเสียความงามไปอย่างสิ้นเชิง

ฝน ซาฟ้าสว่างเราปั่นจักรยานกลับมาที่ถนนเชียงคานล่างอี กครั้ง ความเมื่อยล้าทำให้ต้องหาที่บีบนวดกันเล็กน้อย ไม่ผิดหวัง "คิดถึง ณ เชียงคาน" เป็นสวรรค์ที่ฉันค้นพบ นอกจากจะเป็นร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกสไตล์คนเมืองเ ชียงคานแล้ว ด้านในยังมีบริการนวดแบบที่เรียกว่า "ยองเส้นให้แหลว" อีกด้วย

"ก็เหมือนนวดเส้นให้เหลว คลายกล้ามเนื้อ ป้าเน้นนวดเท้า เพราะเท้าคือศูนย์รวมของประสาททุกส่วน ป้านวดที่นี่แล้วก็มีสอนด้วย ในเชียงคานถามได้เลยป้าก้อยมือหนึ่งเรื่องนวดอยู่แล้ ว" ป้าก้อย - อุไรรัตน์ มั่งมีศรี หมอนวดมือทอง ว่าอย่างนั้น ไม่พูดพร่ำป้าก้อยลงมือนวดอย่างขันแข็ง

จริงๆ เชียงคานยังมีเรื่องราวให้พูดได้ไม่รู้จบ เวลาเพียงแค่ 2-3 วัน คงไม่สามารถเข้าถึงคำว่า "เสน่ห์" ของเชียงคานได้ อาจต้องใช้เวลาเป็นเดือน เป็นปี หรือเป็นสิบปี กว่าจะถ่องแท้กับความรู้สึกนี้ เหมือนกับที่ชาวเชียงคานสะท้อนไว้

" รักเชียงคานจริง ต้องเฝ้าทะนุถนอม ดูการเติบโตอย่างช้าๆ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เติบโตอย่างแข็งแรง มีคุณภาพ รู้ทิศทาง ควบคุมตัวเองได้ ให้เชียงคานเป็นเชียงคาน อย่าไปเสริมเติมแต่งจริตให้มากเกิน มิฉะนั้น เสน่ห์เชียงคานจะจางหาย"







การเดินทาง

เชียงคานเป็น เมืองชายโขงที่กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวม าก สามารถเดินทางไปได้ทั้งทางรถยนต์และรถประจำทาง รถยนต์แนะนำให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนมิตรภาพ) ผ่านสระบุรี อ.ปากช่อง แล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 201 ที่อำเภอสีคิ้ว ขับตรงไปผ่านอำเภอด่านขุนทด อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ใช้เส้นทางเดิมผ่านอำเภอภูเขียว จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 12 ผ่านอำเภอชุมแพ ก่อนจะเปลี่ยนเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านอำเภอภูกระดึง อำเภอวังสะพุง ผ่านตัวเมืองจังหวัดเลย แล้วขับตรงต่อไปเส้นเดิมราว 47 กิโลเมตร ก็จะถึงเชียงคาน

หากไปรถประจำทาง มีรถปรับอากาศให้บริการมากมาย รถ บขส. 999 โทร. 0-2936-2841-8, 0-2936-0657 ต่อ 605 รถทัวร์แอร์เมืองเลย โทร. 0-2936-0142 หรือสอบถามที่ ททท. สำนักงานเลย (เลย-หนองบัวลำภู) โทร. 0-4281-2812, 0-4281-1405


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก


............................................................
Continue Reading...

Tuesday, June 30, 2009

แหล่งทำขันลงหินบ้านบุ

แหล่งทำขันลงหินบ้านบุ
 การทำขันลงหินเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนที่สืบทอดกันมา เป็นงานที่ใช้แรงงานเกือบทั้งหมด ระยะหลังได้ใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วยในขั้นตอนขัดครั้งสุดท้าย เล่ากันว่าครอบครัวที่ทำมีต้นตระกูลมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกได้อพยพมาอยู่ที่บางลำพู ภายหลังได้ย้ายมายังบ้านบุ
แหล่งทำขันลงหินบ้านบุ
สมัยก่อนจะใช้ทองม้าล่อที่เป็นทองจากเมืองจีนหลอมเป็นเนื้อขัน ปัจจุบันใช้ทองแดงผสมดีบุกกับเศษทองที่เหลือจากขันเก่า ซึ่งเชื่อว่ามีทองม้าล่อเจือปนอยู่ ผสมโลหะ ๓ ชนิด ตามอัตราส่วนใส่ในเบ้าหลอมรูปถ้วยที่ทำจากดินผสมแกลบ นำไปหลอมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วเทออกเป็นแผ่นกลมในเบ้าที่มีน้ำหล่ออยู่ เอาขึ้นเผาไฟอีกครั้ง
  เมื่อได้ที่แล้วจึงใช้ค้อนตีแผ่ให้เสมอจนขึ้นเป็นรูปขัน นำไปตีลาย แล้วกลึงด้วยเครื่องกลึงที่เรียกว่า “ภระมร” จากนั้นเป็นการขัดเงา สมัยก่อนใช้หินละเอียดผสมน้ำห่อผ้าใส่ในขันแล้วเหยียบหรือคลึง ขัดลบรอยในขันจนขึ้นเงาเรียกวิธีนี้ว่า “ลงหิน” ปัจจุบันใช้เบ้าหลอมที่หลอมส่วนผสมตั้งแต่ต้นทุบให้ละเอียด ผสมน้ำแล้วห่อผ้าลงใช้ขัดแทน เรียกว่า “เหยียบเบ้า”
แหล่งทำขันลงหินบ้านบุ
แหล่งทำขันลงหินบ้านบุ
ปัจจุบันขันลงหินมักจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นเครื่องตกแต่งบ้านในลักษณะประเพณีมากกว่าจะใช้ในชีวิตประจำวัน และยังเป็นที่นิยมของชาวต่างประเทศ
ที่อยู่: ชุมชนบ้านบุ ซ.จรัญสนิทวงศ์ 32 ถ.จรัญสนิทวงศ์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย  กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์: 0-2424-1689 /0-2424-7493
แฟกซ์: 0-2435-2133
เวลาทำการ: ทุกวัน 9.00-18.00น.
รถประจำทาง: 40 56 57 79 103 108
รถปรับอากาศ: 68 80 509 510
ที่จอดรถ: บริเวณภายในวัดสุวรรณาราม
สถานที่ใกล้เคียง: วัดสุวรรณาราม , สนง.เขตบางกอกน้อย
Continue Reading...
 

sanookde Copyright © 2009 Girlymagz is Designed by Bie Girl Vector by Ipietoon