Showing posts with label เรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ. Show all posts
Showing posts with label เรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ. Show all posts

Tuesday, July 21, 2009

ในคืนที่ผมถูกผีอำ

เมื่อวันก่อนนี้เอง เพื่อนของผมเล่าให้ฟังว่า ขณะที่กำลังจะตื่นประมาณสัก 9 โมงกว่า

มีผีผู้หญิงคนหนึ่งมานั่งทับตัวของเพื่อนผมไว้ ลักษณะคือ เพื่อนของผมนอนหงาย ชันเข่าขึ้น ผีผู้หญิงที่ว่านี่อำโดยการที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่ปลายเท้าของเพื่อนผม เอาหน้าผากไว้บนหัวเข่า และเอามือทั้งสองข้างจับข้อมือของเพื่อนผมไว้ แถมร้องโหยหวนอีก เพื่อนผมกลัวมาก และได้เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แถมยังบอกว่าถ้าโดนอย่างนี้อีก จะบอกให้ผีเดินมาที่ห้องผม (ห้องของเราอยู่ตรงข้ามกัน) ผมก็ดันไปบอกว่า เชิญเลย!

เมื่อสักครู่นี้ผมถูกผีอำหลังจากหลุดแล้วจึงตื่น ขึ้นมาและเขียนกระทู้นี้ เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ถูกผีอำในลักษณะนี้ รู้สึกเหมือนมีคนมานอนกดทับ แถมยังร้อง แฮ่.... ยาวๆ เย็นๆ ใส่ข้างหู...

มีคำอธิบายเรื่องสาเหตุของการเกิดผีอำมากมาย เป็นต้นว่าเป็นเรื่องของเคมี เป็นความบาลานซ์ของ โซเดียมไบคาร์บอเนตและกรดคาร์บอนิคในเลือด พอฝันถึงอะไรสักอย่างที่น่ากลัว หรือ ฝันถึงสถานการณ์ที่ขัดแย้งกัน คนเราก็จะหายใจหอบ เมื่อหายใจหอบ คาร์บอนไดออกไซด์จะสลายตัวออกมาจากกรดคาร์บอนิค และส่งผลให้กรดคาร์บอนิคลดน้อยลง ทำให้เลือดมีสภาวะความเป็นด่างสูง เมื่อตกอยู่ในสภาวะนี้ จะรู้สึกอึดอัด เหนื่อย วิงเวียน เป็นความรู้สึกเดียวกันกับคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้หนักๆ มา ส่วนเรื่องที่ว่าบางคนเห็นผีนั้น เป็นอะไรที่คิดไปเอง [1]

ผมว่าแนวคิดนี้น่าสนใจไม่เบาเลยทีเดียว คือ ความเครียดจากความฝันทำให้เกิดขั้นตอนดังกล่าว ก่อนผมตื่นผมฝันอะไรเครียดๆ ด้วยสิ และผมก็ถูกผีอำทันที! อย่างไรก็ดี ผมเคยฝันเครียดกว่านี้หลายครั้ง ซึ่งเมื่อลองชั่งน้ำหนักดูแล้วฝันครั้งนี้ไม่เครียดเท่าไหร่นัก แนวคิดนี้จึงไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่

หลวงพ่อท่านหนึ่ง มีชาวบ้านมาปรึกษาว่า มีอาคารบางหลัง เมื่อเข้าไปนอนแล้วก็จะถูกผีอำ หลวงพ่อท่านจึงเข้าไปนอน เมื่อหลวงพ่อท่านไปนอนท่านก็ถูกผีอำ รู้สึกเหมือนมีคนมาเหยียบอก เมื่อหลุดจากผีอำ ท่านจึงขึ้นลุกขึ้นมาสังเกตุสภาพแวดล้อมรอบตัว และสรุปได้ว่าเป็นเพราะ ต้นไม้ดูดอ๊อกซิเจนในเวลากลางคืนและก็คายคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาทำให้อึดอัด หรือ ถ้าไปนอนในสถานที่ซึ่งอากาศถ่ายเทไม่สะดวก ก็จะมีอาการอึดอัดที่ว่านี้ได้ [2]

โอเค ที่จริงแล้วห้องของผมสามารถสร้างภาวะขาดอ๊อกซิเจนอย่างที่ว่านี้ได้ (ซึ่งหลายคนคงเห็นด้วยเพราะห้องของผมรก ซึ่งนั่นเป็นการหลุดประเด็นอย่างร้ายกาจ) แต่เป็นเพราะที่อังกฤษอากาศหนาวผมจึงต้องปิดหน้าต่างให้ในตอนกลางคืน อาจส่งผลให้ระดับอ๊อกซิเจนในห้องลดลงได้ อย่างไรก็ดี ผีอำที่โดนเมื่อสักครู่นี้ไม่ใช่อึดอัด มันเป็นความรู้สึกที่คนมานอนทับ เพราะผมนอนตะแคงด้านซ้าย ส่วนผีมันมานอนทับทางด้านขวา (แล้วร้องแฮ่ใส่หู) ไม่ได้รู้สึกอึดอัด แต่เป็นความรู้สึกที่ถูกทับต่างหาก

นอกจากนี้แล้วยังมีคำอธิบายมากมาย เช่น เป็นเพราะนอนอยู่ใต้คาน แรงกดทับของคาน (เหมือนแรงแม่เหล็ก) กดทับทำให้เราขยับตัวไม่ได้ บ้างว่าเป็นเพราะนอนทับเส้นทำให้ขยับตัวไม่ได้ [3] และอีกมากมายแต่ผมเองไม่พอใจกับแนวคิดดังกล่าวเท่าใดนัก

รศ.นพ.มาโนช เชื่อว่า อาการผีอำนั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของคลื่นสมอง ซึ่งระหว่างจากช่วงตื่นมาสู่ช่วงนอน คลื่นสมองจะมีการเปลี่ยนนิดหนึ่ง ในช่วงที่คลื่นสมองมีการเปลี่ยนบางคนอาจจะมีความรู้สึกแปลกๆ ได้หลากหลายอย่าง โดยอาการผีอำนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สมองเราทำงาน แต่ร่างกายเราอยู่นิ่งตอนนี้กล้ามเนื้อของร่างกายจะไม่เคลื่อนไหว แต่สมองมีการฝันมาก เป็นความผิดปกติในช่วงที่เราเรียกว่า REM ช่วงที่ร่างกายเราขยับเขยื้อนไม่ได้เพราะระยะการนอนช่วงนั้นกล้ามเนื้อจะไม่ มีการเคลื่อนไหวเลย ก็เลยทำให้รู้ตัวแต่ขยับเขยื้อนไม่ได้ ซึ่งเจ้าตัวส่วนใหญ่จะตกใจ ตัวที่กระตุ้นให้เกิดความผิดปกติของการนอน คือ หลับไม่ดี ไม่ได้นอนมานาน มักจะกระตุ้นให้เกิดอย่างนี้ [4]

ยอมรับว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น รวมทั้งเมื่อคืนนี้ ผมพักผ่อนได้ไม่เต็มที่ คำอธิบายของคุณหมอท่านนี้เป็นเหตุเป็นผลมาก แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่ยังคาใจอยู่ ความรู้สึกขยับตัวไม่ได้ กับความรู้สึกที่มีคนมานอนทับจนขยับตัวไมได้นั้นมันแตกต่างกัน อย่างไรก็ดีผมค่อนข้างพอใจกับคำตอบนี้มากที่สุด

เอ หรือเป็นเรื่องของวิญญาณจริงๆ มีผู้คนจำนวนมากมาย เช่น [5] ซึ่งถ้าไม่ได้ใส่พระห้อยคอตอนนอนล่ะก็จะมีผีแขกมานั่งทับตัว ซึ่งเมื่อวานนี้ ผมก็เหมือนจะท้าทายผีเขาไม่ได้ให้ความเคารพเท่าไหร่ เขาเลยมาเตือน

ถึงตรงนี้ผมอยากทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดอีกครั้ง ผมรู้สึกตัวตอนที่ผมนอนตะแคงทางด้านซ้ายอยู่ คุณผีมานอนทับ ซึ่งทับทางด้านขวา แรงกดของคุณผี กดทับตลอดตัว แขนขวา ขาขวา ตลอดจนลำตัวทางด้านขวาทั้งหมด คุณผีร้องแฮ่ เสียงเย็นๆ ใส่หู ตอนนั้นผมสวดมนต์ มันสวดเองอัตโนมัติ บท อะระหังฯ ตอนสวด สวดในใจ เพราะลืมตาไม่ได้ แต่ในขณะนั้นยังขยับตัวด้านซ้ายได้ อ้อใช่ ผมเอามือซ้ายคว้าคอคุณผีนี่นาจะบีบคอเขา แต่ไม่โดนเพราะมันว่างเปล่า ทันทีที่ลืมตาได้ ก็รีบมอง แต่ไม่เห็นอะไร และรู้สึกเย็นๆ ที่ร่างกายฝั่งขวาหลังจากนั้น

ผมว่าเรื่องที่ผ่านมานั้นคงไม่ใช่ผี แต่เป็นอย่างที่ รศ.นพ.มาโนช ได้บอกเอาไว้เกี่ยวกับคลื่นสมอง ซึ่งไอ้อาการกดทับนี่ ผมคิดว่ามันก็เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้ต่างกับการขนลุกเท่าไหร่ คือเวลาเรากลัวอะไรมันก็ขนลุก บางคนกลัวหนักก็จะรู้สึกเย็นวาบ บางคนรู้สึกเหมือนโดนบีบ ซึ่งไม่รู้ว่าอะไรมันเกิดก่อนกัน ว่าเพราะรู้สึกกลัวจึงรู้สึกเหมือนถูกนอนทับ หรือเพราะรู้สึกนอนทับจึงรู้สึกกลัว อย่างไรก็ดี ถ้าวันนึงใครเจอประสปการณ์อย่างนี้ ก็ให้แก้อย่างที่ผมทำแล้วกัน...ให้เอามือไปบีบคอเขา แล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง!....


ขอขอบคุณเรื่องเล่าจาก
บล็อคแก๊งดอทคอม
Continue Reading...

Saturday, July 18, 2009

รักเธอไม่คลาย


"แหวว" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากวิญญาณรัก

พี่แพร เป็นผู้หญิงที่น่าสงสารมาก เธอไม่ได้เป็นพี่สาวของฉันหรอกค่ะ แต่เป็นแฟนของ พี่วุฒิ - พี่ชายสุดเฮี้ยวของฉันต่างหาก

พี่วุฒิรูปหล่อ สูงโปร่ง หน้าตาคมคายออกแนวแบดบอย เขาเล่นดนตรีเก่งมาก ทั้งกีตาร์ กลองและร้องเพลง อายุ 22 เพิ่งเรียนจบแต่ยังไม่เป็นโล้เป็นพายอะไรสักอย่าง ดีแต่ว่าพ่อแม่มีเงินเลยตามใจ พี่วุฒิมีรถขับ หาเงินเองได้บ้างจาก การเล่นดนตรีตามผับ แต่ก็ไม่เป็นหลักแหล่ง ส่วนมากจึงต้องขอตังค์แม่ใช้

พี่แพรกับพี่วุฒิรู้จักกันเพราะเธอเป็นเพื่อนของเพื่อนพี่วุฒิ เธอเพิ่งเรียนจบเหมือนกัน อายุน้อยกว่าพี่วุฒิหนึ่งปี ทั้งคู่เกิดวันเดียวกันแต่คนละปีเท่านั้น

ดูๆ เธอไม่น่าเป็นแฟนพี่วุฒิได้เลย เพราะเรียบร้อย เอา การเอางาน ขยันมาก ชอบดนตรี ร้องเพลงไพเราะน่าฟัง เมื่อ เรียนจบก็ทำงานบริษัทใกล้บ้าน แต่ไกลจากบ้านเรามาก เราอยู่ลาดพร้าว ส่วนเธออยู่บางแคโน่น แต่เมื่อรักกับพี่วุฒิ พี่วุฒิก็อุตส่าห์รับส่งเธอถึงบ้าน เขาว่าเป็นห่วงไม่อยากให้เธอซ้อนมอเตอร์ไซค์บึ่งไปตามถนนใหญ่และเข้าซอย เปลี่ยวไปอีกตั้งไกล

ฉันกับพ่อแม่เกือบจะแน่ใจอยู่แล้วว่าจะได้พี่แพรมาเป็น พี่สะใภ้ที่น่ารัก แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็โกรธกันค่ะ พี่วุฒิไม่ได้บอกว่าเรื่องอะไร บ่นแต่ว่ารำคาญเพราะพี่แพรขี้หึงและ ชอบทำตัวเหมือนแม่! คือคอยห้ามเขาสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และบ่นว่าตลอด ถ้าเขาคบเพื่อนที่เธอเห็นว่าไม่ดี

ฟังแล้วฉันจี๊ดเลยค่ะ! พี่แพรเตือนน่ะถูกต้องแล้ว เธอพยายามให้พี่วุฒิออกห่างๆ จากสิ่งเลวๆ ทั้งหลาย แต่ดูสิ พี่ชายฉันมันไม่รักดีซะงั้น!

เวลาผ่านไปหลายเดือน พี่วุฒิไม่มีท่าทีจะกลับไปคืนดีกับพี่แพรเลย มิหนำซ้ำยังคบกับผู้หญิงใหม่อีกหลายคน ดูท่าพี่ชายฉันจะเละเทะกว่าเก่า ฉันคิดถึงพี่แพรจัง พี่แพรโทร.หาฉันบ่อย บอกว่าคิดถึงฉันมาก

สำหรับพี่วุฒินั้นถึงจะคุยกันได้ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว

วันหนึ่งฉันทำความสะอาดบ้าน และพบจดหมายรูปตุ๊กตาหวานแหววถูกทิ้งขว้างอยู่ใต้โซฟา มันเป็นจดหมายที่พี่แพรเขียนมาง้อพี่วุฒิอย่างน่าสงสาร เธอรำพันว่าขีดที่ปฏิทิน ทุกวันว่า วันนี้พี่วุฒิโกรธเธอ! วันนี้พี่วุฒิคุยโทรศัพท์กับเธอแต่ยังไม่หายโกรธ อีกวันก็จดว่าพี่วุฒิคงให้อภัยแล้วแต่ไม่เหมือนเดิม

เธอขอร้องให้พี่วุฒิกลับมาหาเธอ รักกันอย่างเช่นวันที่ผ่านมา...

พี่ชายหัวดื้อของฉันใจร้ายมากๆ ฉันถามเขาว่ารู้มั้ยว่าพี่แพรเจ็บปวดแค่ไหน? เขาก็หัวเราะว่าฉันยังเด็กไม่รู้เรื่อง หรอก เขาสิไม่รู้อะไรเลย หักอกคนอื่นแต่ตัวเองไม่เคยอกหัก

แล้ววันหนึ่งเราก็ได้รับข่าวร้าย พี่แพรเสียชีวิตแล้วด้วยอุบัติเหตุรถบรรทุกชนมอเตอร์ไซค์ที่เธอซ้อนท้ายกลับจากทำงาน!

ฉันร้องไห้ สงสารเธอใจจะขาด ถ้ายังเป็นแฟนพี่วุฒิเธอคงไม่ตายอย่างนี้ ฉันขอให้พี่วุฒิพาฉันกับแม่ไปงานศพเธอ ...หาผู้หญิงที่ดีอย่างเธอสมัยนี้หายากนะคะ

งานศพพี่แพรเศร้ามากๆ พ่อแม่เธอมีลูกสาวคนเดียว เป็น ลูกสาวที่ดี เป็นที่พึ่งของพ่อแม่ยามแก่เฒ่า

รูปหน้าศพของพี่แพรสวยหวาน แต่นัยน์ตาเธอเศร้าเหลือเกิน พี่วุฒิดูซึมๆ ไป เขานั่งอยู่ในกลุ่มเพื่อนๆ และ มีทีท่าว่าเสียเพื่อนคนหนึ่งไป ไม่ใช่สูญเสียคนรัก...พี่วุฒิไม่เหลือใจให้พี่แพรเลยจริงๆ

น่าแปลกอย่าง ตลอดทางที่กลับบ้านไม่ว่าจะหมุนวิทยุไป คลื่นไหนก็จะเจอแต่เพลงผู้หญิงที่เศร้าสร้อย ตามง้อคนที่เธอรัก หรือไม่ก็ตัดพ้ออย่างน้อยใจ ขนาดพี่วุฒิปิดวิทยุเปิดเทปก็ยังมีแต่เพลงพวกนี้...อีก 3-4 วันต่อมา เขาบอกว่าพี่แพรมาหา ทั้งเข้าฝัน ทั้งมานั่งริมเตียง แต่เขาไม่กลัว บอกให้ เธอไปสู่สุคติ

วันเผาพี่แพรเราไปร่วมงานด้วย...คืนนั้นหมาหอนทั้งคืน บรรยากาศรอบๆ บ้านดูมืดมัวและวังเวง ฉันแว่วเสียงผู้หญิงสะอื้นตลอดเวลา แม่ก็บอกว่าได้ยินเหมือนกัน

ตอนแรกฉันไม่กล้าอยู่คนเดียว แม้แต่จะมองไปที่หน้า ต่างหรือประตูฉันก็ไม่กล้า เพราะกลัวจะเห็นพี่แพรยืนอยู่ ฉันรู้ว่าวิญญาณเธอยังไม่สงบ เธอยังเศร้าโศกเสียใจ ร้องไห้ถึงความรักที่เธอสูญเสียไป

ฉันสงสารจับใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรให้เธอสบาย และเชื่อมั่นเหลือเกินว่าเธอมาวนเวียนอยู่ใกล้ๆ พี่วุฒิ ไม่ยอมไปไหน

ในที่สุดฉันก็สวดมนต์และนั่งสมาธิถึงเธอ บอกเธอว่า ฉันจะเก็บทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอให้พี่วุฒิตอนที่รักกัน ทั้งการ์ด ทั้งจดหมาย ผ้าพันคอที่เธอถักนิตติ้ง เสื้อที่เธอซื้อ ฉันจะเก็บใส่กล่องอย่างดี แล้ววันหนึ่งเมื่อพี่วุฒิมีวุฒิภาวะกว่านี้ เขาจะได้เห็นสิ่งของพวกนี้ทุกอย่าง และรูปถ่ายทุกใบ เขาจะได้หวนนึกถึงพี่แพร...และรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายสูญเสีย

ฉันขอให้พี่แพรไปสู่สุคติ สักวันหนึ่งฉันจะดึงเอาความ รักที่พี่วุฒิทิ้งไปนั้นกลับมาให้พี่แพรให้จงได้!



ขอบคุณเรื่องเล่าจากข่าวสด
Continue Reading...

Sunday, July 5, 2009

คนกรุงเก่า

คนกรุงเก่า

ขนหัวลุก

ใบหนาด



"ประชัน" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกเมื่อไปเที่ยวอยุธยา

ผมเคยได้ยินใครต่อใครเล่าเรื่องแปลกประหลาดให้ฟังมาก มาย ที่เคยอ่านพบและเห็นในภาพยนตร์บ้างในทีวีบ้างก็มีอยู ่ไม่ใช่น้อยๆ แต่เพิ่งจะได้พบกับตัวเองตอนกลางวันแสกๆ เมื่อตอนอายุ 50 ปีเศษๆ นี่เอง

โดยเฉพาะเหตุการณ์น่าสยองขวัญนี้เกิดขึ้นในจังหวัดพร ะนครศรีอยุธยา ราชธานีเก่าของเราด้วยซีครับ สมัยเด็กๆ ผมเคยไปอยุธยามาแล้ว แต่ต่อจากนั้นก็ไม่ย่างกรายอีกเลย อย่างมากก็แค่ผ่านเขตจังหวัด เช่นออกจากกรุงเทพฯ ไปเหนือ ไปอีสาน บางปะอินหรือวังน้อยผ่านประจำ...จนกระทั่งมีเพื่อนฝู งสนิทกันชื่อคุณแสน เอ่ยปากชวนผมกับครอบครัวไปพักผ่อนและเที่ยวเตร่ดูวัด วาอารามในอยุธยาเมื่อเดือนก่อนนี้เอง

เป็นอันว่าตกลงตามนั้น!

เราขับรถออกจากบ้านตอนสายวันเสาร์ ขึ้นทางด่วนไปลงแถวรังสิต ใช้เวลาจากบ้านเพียงชั่วโมงเศษก็ถึงอยุธยาแล้ว ตรงดิ่งเข้าโรงแรมวรบุรีอันโอ่อ่า สูงตระหง่านถึง 8 ชั้น ร่างสูงใหญ่ของคุณแสนยืนยิ้มคู่กับคุณแก้ว-ภรรยารอคอยอยู่ที่นั่นแล้ว

เก็บกระเป๋า ล้างหน้าล้างตาแล้วลงมากินอาหารแบบบุฟเฟ่ต์กัน...ผมบ อกว่าใช้เวลาเดินทางใกล้กว่าออกจากบ้านไปทำงานด้วยซ้ ำ คุณแสนหัวเราะชอบใจ เล่าว่าบริษัทญี่ปุ่นที่เขาทำงานด้วยมีพนักงานชาวญี่ ปุ่นมาเช่าโรงแรมนี้อยู่ประจำหลายสิบห้อง...ไม่ต้องเ สียเวลาเดินทางไปทำงานเหมือนอยู่โตเกียวหรือกรุงเทพฯ

จากนั้นออกจากโรงแรมที่เพิ่งสร้างใหม่ไปขึ้นรถคุณแสน พาไปเที่ยววัดพนัญเชิงที่เรารู้จักกันดี คนจีนเรียกซำปอกง มีชื่อเสียงทางให้พรเรื่องทำมาค้าขายได้เจริญรุ่งเรื อง เป็นวัดเก่าแก่ก่อนสร้างกรุงด้วยซ้ำไป

คนจีนดูจะมากกว่าคนไทย ขนาดเบียดเสียดกันทั้งตอนเข้าโบสถ์และวิหารหลวงพ่อโต กำลังจัดการบูรณะซ่อมแซม ต้องแหงนกันคอตั้งบ่าจึงเห็นพระพักตร์ของหลวงพ่อผู้ท อดพระเนตรมองการสร้างกรุงจนถึงถูกพม่าเผาผลาญวอดวาย เหลือแต่ซากอันน่าสลดใจให้ดูเท่านั้น

คุณแสนพาขึ้นรถไปไหว้หลวงพ่อมงคลบพิตรเป็นจุดต่อมา!

รถทัวร์, รถตู้และรถเก๋งจอดกันคึกคัก ผู้คนพลุกพล่านน่าสนุก แม้ว่าแสงแดดจะยังร้อนแรงก็ตาม

"เราจะจอดรถด้านหลังเพื่อความสะดวก" คุณแสนอธิบาย "เดินผ่านร้านรวงไปซื้อของฝากได้ ไม่ต้องหอบหิ้วไปด้วย แค่ให้เขาเขียนชื่อไว้ก็พอ...กราบพระเสร็จก็ออกมารับ ของแล้วขึ้นรถพอดี ตอนเย็นมีดินเนอร์ในเรือล่องแม่น้ำป่าสักอีกต่างหาก. ..ผมติดวิสกี้ขวดใหญ่มาด้วย ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้"

ภรรยาของเราชวนลูกชายออกหน้า ผมกับคุณแสนตามหลัง มองดูพุทราทั้งกวนและแผ่น สมกับเป็นเมืองพุทรา...พอก้าวเข้าเขตร้านค้าสองข้าง แทบหูตาลายเพราะมีของกินของใช้น่าซื้อหามากเหลือเกิน นักท่องเที่ยวที่มีทั้งชาวกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ส่วนมากจะหยุดยืนมองซ้ายมองขวากันทั้งนั้น...

เด็กชายไว้จุกยึดมือแม่ชี้ไปที่ปลาตะเพียนสานสีสวย มีทั้งพวงเล็กและพวงใหญ่คุณป้าคนหนึ่งอายุราว 50 นุ่งผ้าม่วง สวมเสื้อลูกไม้สีดำ ห่มสไบขาว ผมทรงดอกกระทุ่มสีขาวประปราย หยุดมองแผงขายผลไม้ดองหน้าตาชื่นเช่นกัน

พ่อค้าแม่ค้าส่งเสียงเจื้อยแจ้วไม่หยุดหย่อน...

"ลองชิมดูก่อนจ้ะ มะดัน, กระท้อน, องุ่น, มะม่วงมีทั้งดองทั้งแช่อิ่มน้ำผึ้ง โลละ 50 บาท ถุงละ 25 บาทเท่านั้นเอง...ชิมก่อนนะจ๊ะ ไม่ซื้อไม่หาไม่ว่าอะไร"

ผมว่าจะเดินผ่านไปก่อน พอดีพ่อค้าหนุ่มยื่นไม้ในถุงพลาสติกให้...ชิมก่อนจ้ะ ชิมก่อน! เขาบอก ผมลองจิ้มองุ่นลูกเล็กๆ เข้าปาก เอ๊ะ! รสดีแฮะ เขาส่งจานที่มีผลไม้ดองหรือแช่อิ่มก็ไม่ทราบให้ชิม ไม่ว่ากระท้อน, มะกอก, มะดัน ล้วนแต่รสชาติถูกปากทั้งนั้น

ว่าจะไม่ซื้อก็อดไม่ได้ หันไปออกตัวกับคุณแสน เขาก็หัวเราะบอกว่าเป็นยังงี้ทุกคนแหละ...ว่าแต่พวกผ ู้หญิงเขาซื้ออะไรกันมั่ง?

ผมหันไปดูเธอทั้งสองที่ออกหน้าไปก่อนก็เห็นคุณป้าคนน ั้นกำลังยื่นมือไปรับหนังปลาทอดมาจิ้มน้ำจิ้มก่อนส่ง เข้าปาก...ผมเดินเร่ไปเข้า พ่อค้าอีกคนก็ผายมือไปที่กองหนังปลาและก้างปลาทอดเป็ นพะเนิน เชื้อเชิญให้ชิม บอกว่าเพิ่งทอดสดๆ ใหม่ๆ ทั้งนั้น น้ำจิ้มรสเด็ดที่สุด

คุณป้าคนนั้นพยักหน้าหงึกๆ ผมลองหยิบหนังปลากรายทอดม้วนมาบิชิมดูก็ปรากฏว่ารสดี อีก ทั้งกรอบและอร่อย...สนนราคา 3 ถุง 5 บาท ถูกเหลือเชื่อ!

ซื้อเสร็จก็เจอเจ้าถัดไป ร้องว่า...วันนี้วันเกิดเมียจ้ะ ขาย 4 ถึง 5 บาทเลย! ผมอดหัวเราะไม่ได้ เห็นผู้คนแวะไปซื้อ คุณป้าคนเดิมก็ชิมดูอีกแล้วหันไปพยักหน้าหงึกๆ กับเด็กไว้จุก...ส่วนคุณแสนกับผมเดินเลยไปจนพบกับโรต ีสายไหม ที่ได้ชื่อว่าเป็นขนมชื่อดังของอยุธยาพอๆ กับขนมเปี๊ยสระบุรีและโมจิของนครสวรรค์

"หวานอร่อยจ้ะ 5 ถุงร้อยเดียว เอ้า! ให้ 6 ถุงร้อยไปเลย"

เจ้าถัดไปร้องว่า...พี่แขกแนะนำมาหรือครับ? งั้น 7 ถุงร้อยบาท...

เสียงหนุ่มคนขายไม่ได้ทำผมงุนงงเท่ากับ...คุณป้าแต่ง ชุดไทย ผมขาวกำลังยืนมองเขาทอดโรตีคู่กับหญิงสาวและเด็กหัวจ ุก...ก็เราเดินนำหน้ามาแท้ๆ แต่กลายเป็นว่าแกยืนดักหน้าเราเฉยเลย

ม่านตาผมลายพร่า ขนลุกซู่ มีคนเบียดเข้ามาชนจนเซถลา คุณแสนคว้าแขนไว้ทัน...รีบเดินจนพ้นแถวร้านค้าออกที่ โล่ง ภรรยากับลูกชายผมยืนหน้าซีดอยู่กับภรรยาคุณแสน...เจ้ าภาพขอโทษขอโพยที่ลืมเตือนผมว่า วันพระใหญ่ทีไรจะมี "คนกรุงเก่า" ในอดีตมาเดินเที่ยวที่นี่เป็นประจำ!!





............................................................
Continue Reading...

Thursday, July 2, 2009

ห้องน้ำนรก

"นายเหมา" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกสมัยเป็นช่างก่อสร้าง

สมัย หนุ่มผมเคยเป็นลูกมือช่างก่อสร้าง ส่วนมากเป็นงานระดับเล็กถึงปานกลาง ไม่ใช่ใหญ่โตถึงกับสร้างศูนย์การค้า คอนโดฯ อพาร์ตเมนต์อะไรหรอกครับ แต่เป็นประเภทบ้านชั้นเดียว ขยายห้องครัว ต่อเติมห้องน้ำ ซ่อมสร้างโรงรถใหม่ อะไรทำนองนี้แหละ

ครั้งหนึ่ง พี่หวิงซึ่งเป็นหัวหน้าพวกผมไปรับงานที่ย่านพระโขนง คลองตัน ที่มีทั้งซ่อมหลังคา เปลี่ยนฝ้าเพดานกับรางน้ำแบบจระเข้ กับซ่อมแซมห้องน้ำที่เก่าแก่หลายสิบปีเต็มที

ถึงแม้จะไม่ได้ สร้างบ้านทั้งหลัง แต่งานเยอะครับ จนต้องสร้างเพิงอยู่ชั่วคราวในเขตบ้านของเจ้าของที่ย ้ายไปอยู่ในบ้าน ชั้นเดียวที่เพิ่งปลูกใหม่...ทำให้พวกผมเจอะเจอเรื่อ งราวน่าขนลุกขนพองที่ นั่นโดยไม่คาดฝัน

บ้านหลังนี้เป็นตึกสองชั้น ทาสีเทาทึบทึมชอบกล คุณผู้ชายวัยห้าสิบเศษ หน้าตายิ้มแย้ม อัธยาศัยน่ารัก มีแม่โขงและกับข้าวมาฝากพวกเราบ่อยๆ เล่าให้พี่หวิงฟังว่าปลูกมาตั้งแต่เขาเกิดใหม่ๆ จำความได้ก็วิ่งเล่นอยู่ในบ้านนี้แล้ว อายุคงจะห้าสิบกว่าปีขึ้นไปแน่นอน

เรื่อง สำคัญที่จะเล่าสู่กันฟังก็คือ บ้านหลังนี้แม้จะไม่ใช่บ้านร้าง แต่ก็มีเรื่องน่าขนหัวลุกชอบกลอยู่ ตรงที่ยามค่ำคืนดับไฟมืด ดูมันตั้งทะมึนโดดเด่นอยู่ในต้นไม้ใหญ่น้อยร่มครึ้มด ูเผินๆ เหมือนกับมีชีวิตวิญญาณยังงั้นแหละ เอ้า!

บางทีมองดูแล้วเสียวสันหลังวูบวาบ ขนลุกซ่าขึ้นมาดื้อๆ

ไม่ ใช่อุปาทานไปเองนะครับ เพราะพวกเราได้ยินการเคลื่อนไหว เสียงไอเสียงจาม เสียงพูดคุยพึมพำดังแว่วจากชั้นบนลง เล่นเอามองหน้ากันทำตาปริบๆ

ที่ น่าขนหัวลุกก็คือ คืนหนึ่งเพิ่งกินข้าวเสร็จราวสามทุ่ม ว่าจะเข้านอนเอาแรงกันซะที จู่ๆ ไฟฟ้าชั้นบนก็สว่างพรึ่บขึ้นมา! แหม...พวกเราที่ปลูกเพิงอยู่ห่างจากบ้านนั้นแค่ไม่ถึ งสิบเมตรถึงกับอ้าปาก ค้างไปตามๆ กัน พูดอะไรไม่ออกจนกระทั่งแสงไฟดับวูบไปเอง!

จนกระทั่งวันหนึ่งก็เจอเรื่องขนหัวลุกเข้าอย่างจังอี ก ทั้งที่เป็น กลางวันแสกๆ ด้วยซ้ำ

น้า ยิ่ง-ช่างปูนมือเก๋าของเรากำลังจัดการราดปูนในห้องน้ำ เพื่อจะปูกระเบื้องที่เจ้าของบ้านขนซื้อมาเพียบ ทั้งปูพื้นกับผนังห้อง ลายดอกไม้แสนสวยเย็นตาตามประสาคนมีเงินที่อยากได้อะไ รก็เอาเงินซื้อหาได้ตาม ใจชอบ

ผมกับพี่เชิดช่วยกันผสมปูนฉาบโรงรถ ต่อจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของพี่เชิดเพราะผมยังมือไม่ถ ึงเลยถือโอกาสล้างมือ ออกมานั่งพักกับพี่หวิงที่ทำท่าระโหยระเ่ย...สาเหตุม าจากเมื่อคืนแกไป เที่ยวคาเฟ่กับเพื่อนฝูงที่พระโขนง...กว่าจะกลับก็ปา เข้าไปตี 2 ตี 3 นั่นแน่ะ

อ้าว? น้ายิ่งเดินตุปัดตุเป๋เข้ามาสมทบ พี่หวิงถามว่าปูกระเบื้องเสร็จแล้วเรอะ? น้ายิ่งก็โบกมือไปมา หน้าตาซีดเซียว เอนหลังลงนอนบนแผ่นกระดาน หายใจแขม่วๆ ทำท่าว่าจะสิ้นเรี่ยวแรงเหมือนพี่หวิงไปอีกคน

หัวหน้าผมคว้ากระติกโอ เลี้ยงมาดูด ไม่เซ้าซี้ให้รำคาญใจ...จนกระทั่งตกบ่ายหลังอาหารกลา งวัน พี่หวิงนึกยังไงไม่รู้ เดินเข้าไปดูผลงานในห้องน้ำ ครู่เดียวก็กลับมาเอะอะโวย วายว่าทำไมไม่ปูกระเบื้องตอนที่เพิ่งราดปูนเสร็จใหม่ ๆ เสือกทิ้งไว้จนต้องมาปูแบบ "ซาลาเปา" ให้เสียเวลาทำไม?

น้ายิ่ง กระเดือกน้ำลายเอื๊อก พึมพำอ่อยๆ ว่า...จะเป็นลมน่ะ ทำไม่ไหว! คราวนี้พี่หวิงพยักหน้าอย่างเห็นใจ หันมาสั่งผมให้ไปปูกระเบื้องต่อให้เสร็จๆ ไป จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเพราะเป็นงานเหมา ผมก็จัดการผสมปูนใส่กระป๋องหิ้วไปที่ห้องน้ำชั้นล่าง ไม่ชักช้า

ปูน หมาดจนเกือบแห้งแล้วครับ ต้องปูกระเบื้องแบบซาลาเปา-คือเอาปูนมาแปะใต้กระเบื้องแล้ววางเรียงให้เรียบ ร้อย...ดูๆ ก็น่าจะง่าย แต่ของใช้ต้องใช้ฝีมือตามสมควรที่จะไม่ทำให้สะเปะสะป ะจนบิดเบี้ยวไปง่ายๆ

ทัน ใดนั้นเอง อากาศก็เย็นวูบลงอย่างกะทันหัน ผมขนลุกซู่ซ่าแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะตอนนั้นหน้าหนาวพอดี ตั้งอกตั้งใจวัดระยะปูกระเบื้องแถวที่สองให้วางเรียง เคียงกัน...ขณะที่กลิ่น เหม็นอับๆ แผ่ซ่านไปทั้งห้อง...ดูเหมือนจะมาจากอ่างน้ำข้างฝาใก ล้ๆ นั่นแหละครับ

กลิ่นเหม็นร้ายกาจขึ้นทุกทีจนผมอดรนทนไม่ไหว ต้องลุกไปมองที่อ่างน้ำให้แน่ใจว่ามีอะไรอยู่นั่น... แต่แล้วก็แทบจะช็อกคา ที่อยู่ตรงนั้นเอง

ผู้หญิงผมยาวเปียกโชกไปด้วยเลือดสดๆ แดงเถือก นอนหงายตาเหลือกโพลงอยู่ในอ่างที่มีแต่น้ำเลือดแดงฉา นครึ่งค่อนอ่าง...ผม ร้องเฮ้ย! เผ่นกระเจิงออกมาจากห้องน้ำอุบาทว์นั่นไม่คิดชีวิต.. .เพิ่งเข้าใจแจ่มแจ้ง ตอนนี้เองว่าทำไมน้ายิ่งถึงได้ซมซานออกมา

ได้ความว่าญาติห่างๆ ของคุณผู้ชายแกมาเชือดข้อมือจนเลือดไหลตายเพราะอกหัก ตั้งหลายปี

แล้ว...แต่เพิ่งจะมาสำแดงเดชเพราะพวกเราเป็นคนแปลกหน ้านั่นเอง! บรื๋ออออ...


Continue Reading...

ห้องนี้มีแฝดสาม

ห้องนี้มีแฝดสาม

ขนหัวลุก

ใบหนาด



"ชาลิสา" เล่าประสบการณ์

บ้านดิฉันอยู่ในซอยกลางย่านประตูน้ำ ใกล้ๆ บ้านมีหอพักเก่าแก่ที่มีคนมาเช่าอยู่มากหน้าหลายตา ล้วนแต่เป็นผู้ที่ทำงานอยู่แถวนี้ ทั้งแม่ค้า เจ้าหน้าที่ธนาคาร พนักงานบริษัทห้างร้านต่างๆ รวมไปถึงนักศึกษา

เมื่อสองปีก่อน เคยมีข่าวลงหน้าหนึ่งเรื่องหญิงสาวถูกแฟนหนุ่มฆ่าตาย เขาแทงเธอยับไปทั้งตัว ศพคว่ำอยู่บนเตียง กว่าจะมีคนไปพบสาม-สี่วันเข้าแล้วเพราะกลิ่นโชยออกมา

คนในหอที่เห็นสภาพตอนเปิดห้องเข้าไป เล่าให้ฟังว่าทั้งน่าสงสารและน่ากลัวมาก เธอเคยเป็นคนสวย รูปร่างโปร่งบาง ผมยาว ยิ้มง่าย..ดิฉันเคยเห็นเธอค่ะ แต่สภาพไร้วิญญาณของเธอนั้น ร่างบวม เน่าดำ มีน้ำเลือดน้ำเหลืองไหลเยิ้ม

ว่ากันว่า เมื่อนำร่างออกไปแล้ว กลิ่นยังอวลอยู่หลายวัน คนที่อยู่ข้างห้องหลายคนย้ายออกจากหอแทบไม่ทัน เพราะทนกลิ่นและความสยดสยองไม่ได้

พวกเขากลัวผีกันน่าดู หอนั้นแทบร้างเลยก็ว่าได้!

จุ๊บ-แม่ค้าขายผักผลไม้ในตลาด เธอเช่าอยู่ชั้นล่างสุดของหอนี้มาเกือบสิบปีแล้ว แต่ไม่ได้ย้ายหนีไปอย่างคนอื่น ดิฉันชอบเรื่องผีจึงถามเธอว่า..เคยเจอผีมั้ย?

"ผีภาวินีน่ะเหรอ?" จุ๊บเอ่ยถึงเธอผู้นั้น "ไม่มีหรอก เอ..แต่มีคนเห็นเหมือนกันนะ! เขาเห็นมายืนอยู่ที่ระเบียงเหมือนเมื่อตอนมีชีวิตอยู ่ แต่ไม่น่ากลัวอะไรนี่"

ขึ้นชื่อว่าผีก็น่ากลัววันยังค่ำแหละคุณ เมื่อถามถึงผีดิฉันก็ไม่ผิดหวัง

..ภาวินีชอบมายืนอยู่ตรงระเบียงหลังห้องบ่อยๆ คนที่เดินในซอยถ้าแหงนมองขึ้นไปก็จะเห็นได้ถนัดตา..ห ้องเธออยู่ชั้นสาม อายุราวยี่สิบต้นๆ ตัวเล็กๆ ผมยาว ชอบนุ่งกางเกงขาสั้น สวมเสื้อยืดหลวมๆ

"แต่ห้องนั้นมีคนมาเช่าแล้วนะ!!" จุ๊บบอกข่าวอย่างตื่นเต้น

คนที่มาใหม่เป็นสาวลูกจ้างร้านขายผ้า มาอยู่กันสองคนพี่น้อง อายุราวยี่สิบปี

"เขารู้รึเปล่าว่าห้องนั้นเคยมีคนถูกฆ่าตาย"? ดิฉันออกจะตกใจเอาการ จุ๊บบอกว่าสงสัยจะไม่รู้หรอก ไม่มีใครบอกนี่..ทั้งคู่เช่าได้หลายเดือนแล้วก็เห็นอ ยู่กันดีไม่มีอะไร

ทีแรกดิฉันเข้าใจว่าเจ้าของหอปิดตายห้องนั้น หรือไม่ก็ทำเป็นห้องเก็บของ นึกไม่ถึงว่าจะเปิดให้เช่า น่ากลัวจริงๆ ค่ะ ใครรู้เรื่องคงไม่กล้าอยู่เป็นแน่

จุ๊บเล่าว่าเตียงนั้นคงเป็นเตียงเดิม เพราะเจ้าของหอทิ้งไปแต่ที่นอน หมอนและผ้าห่มที่ชุ่มน้ำเหลือง..จุ๊บเดินผ่านห้องนั้ นตอนขึ้นไปคุยกับเพื่อนยังเห็นเตียงเปล่าๆ ตั้งอยู่ที่เก่า

ดิฉันอดสยองแทนสองศรีพี่น้องนั่นไม่ได้ คิดดูซิคะ..เธอนอนในห้องที่เคยมีศพเน่าอืด! ห้องที่มีผู้หญิงถูกแทงตายอย่างทารุณที่สุด..พวกเธอจ ะไม่รู้สึกผิดปกติอะไรบ้างเลยหรือ

เย็นหนึ่ง ดิฉันเดินไปซื้อราดหน้าเจ้าประจำซึ่งอยู่ติดกับหอพัก แห่งนี้

ขณะเดินผ่านก็อดมองขึ้นไปบนระเบียงเจ้ากรรมนั่นไม่ได ้ มองแล้วก็ยังนึกเห็นภาพภาวินีมายืนชมวิวในท่าที่คุ้น ตา เออ..จริงสิ เธอเคยยิ้มกับดิฉันด้วยละ!

พอสั่งราดหน้าเสร็จก็นั่งรอ..เย็นนี้ลูกค้าเยอะจัง ท่าจะต้องนั่งรอนาน แต่ไม่เหงาหรอกค่ะเพราะจุ๊บเดินมาพอดี เธอทักทายดิฉันอย่างสนิทสนมก่อนจะนั่งร่วมโต๊ะด้วย.. สักพักเธอก็กระซิบกระซาบให้ดิฉันหันไปดูโต๊ะด้านในสุ ด

"นั่นไง! พี่น้องที่มาเช่าห้องนั้นอยู่"

ดิฉันหันไปมอง ทั้งสองคนกำลังก้มหน้าก้มตากินราดหน้า

พอเห็นหน้าอย่างถนัดๆ ดิฉันก็อดสะดุ้งวาบไม่ได้ ทั้งสองพี่น้องดูคล้ายกัน และในความคล้ายนั้น..พวกเธอก็เหมือนภาวินีด้วย!

น่าแปลกจริงๆ ค่ะ ทั้งคู่มีผมยาวทรงเดียวกัน นุ่งขาสั้นใส่เสื้อยืดเหมือนกัน..ถ้าเป็นแฝดก็คงจะแฝ ดสามละค่ะ..คือรวมภาวินีเข้าไปด้วยอีกคนไงล่ะคะ

"ขนลุกนะ" ดิฉันพูดเบาๆ "จุ๊บคิดอย่างพี่มั้ย?"

แน่ละ! จุ๊บสังเกตมานานแล้วเหมือนกัน แต่ไม่ได้พูดอะไร เธอเก็บความสงสัยไว้คนเดียว จนมีดิฉันนี่แหละที่มาเปิดประเด็นคุยด้วย

"เมื่อก่อนพวกเขาไม่ได้แต่งตัวแบบนี้หรอกนะ" จุ๊บเล่า "แต่จะนุ่งยีนส์ใส่เชิ้ตเพิ่งมาแต่งแบบนี้ราวเดือนสอง เดือนได้ เห็นแล้วน่ากลัวเอาการเพราะเหมือนภาวินี มากๆ เลย"

เป็นไปได้หรือไม่ว่าวิญญาณของภาวินียังอยู่ในห้อง และเธอมีพลังแรงจนมีอิทธิพลกับสองสาวที่มาอาศัยทับที ่ตายของเธอ?!

ที่น่ากลัวที่สุดคือ ใบหน้าที่ดูคล้ายคลึงกันอย่างประหลาด..

เกินครึ่งของคนที่มาเช่าอยู่ เป็นผู้เช่าใหม่ และไม่ทราบเรื่องที่หอนี้เคยมีคนตายอย่างน่าสยดสยองม าแล้ว?

มันทำให้ดิฉันคิดแบบสยองๆ ว่า ในเมืองเรายังมีห้องเช่าหรือห้องพักตามโรงแรมอีกกี่ห ้องนะ ที่เคยมีเหตุการณ์รุนแรง มีคนตาย มีศพ แล้วเราซึ่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่เผอิญให้ไปเช่าเพื่ออา ศัยกินอยู่หลับนอน

อาจจะเป็นไม่กี่คืน หรือเป็นเดือนเป็นปีที่ต้องอยู่ในห้องนั้นเหมือนคนตา บอด

สองพี่น้องคงไม่รู้แน่ๆ ว่าห้องของเธอมีอดีตสยอง แต่ดิฉันสังหรณ์ใจพิกลว่า มีอะไรบางอย่างเหนือธรรมชาติกำลังมีอิทธิพลกับพวกเรา ..เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไปคงต้องเฝ้าดูกันละค่ะ

อย่างน้อยที่สุด ดิฉันเชื่อว่าคนตายกำลังแสดงให้พวกเราเห็นว่า..เธอยั งอยู่ที่นี่!!




Continue Reading...

Sunday, June 28, 2009

"บะหมี่หนึ่งชาม "

"บะหมี่หนึ่งชาม "




เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เราให้ชื่อเรื่องนี้ว่า
“ บะหมี่น้ำหนึ่งชาม “

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว วันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
ที่ร้านบะหมี่ “ ฮอกไก “ บนถนนซัปโปโร การกินบะหมี่โซบะในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นั้น
เป็นประเพณีของชาวญี่ปุ่น
ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ร้านบะหมี่ขายดีในวันสิ้นปี “ร้านฮอกไก” นี้ก็เช่นกัน
ในวันนี้คนแน่นร้านแทบทั้งวัน จนกระทั่งถึงเวลา 22.00 น.
คนก็เริ่มน้อยลง โดยปกติแล้วบนถนนสายนี้คนจะแน่นขนัดไปจนถึงเช้าตรู่
แต่วันนี้ทุกคนจะต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปต้อนรับปีใหม่กัน
ดังนั้นถนนสายนี้จึงปิดร้านเร็วกว่าปกติ

เถ้าแก่ของร้าน “ฮอกไก” เป็นคนซื่อ
และเถ้าแก่เนี้ยก็เป็นคนอัธยาศัยใจคอดี ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า
พอลูกค้าคนสุดท้ายกลับไป ในขณะเถ้าแก่เนี้ยก็จะปิดร้าน
ประตูร้านก็ถูกเปิดออกอย่างเบา ๆ มีผู้หญิงคนหนึ่งพาเด็กชายสองคน
คนหนึ่งประมาณ 6 ขวบกับอีกคนหนึ่งประมาณ 10 ขวบเข้ามาในร้าน
เด็กชายทั้งสองคนสวมชุดกีฬาใหม่เอี่ยมเหมือนกันทั้งสองคน
ส่วนหญิงคนนั้นสวมโอเวอร์โค้ทลายสก๊อตเก่า ๆ เชย ๆ

“เชิญนั่งครับ” เถ้าแก่ร้องทักทายออกมา

หญิงคนนั้นเอ่ยปากอย่างขลาดกลัวว่า “ขอบะหมี่น้ำสักชามได้ไหมค๊ะ”
เด็กชายสองคนที่อยู่ข้างหลังสบตากันอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก

“ได้ค่ะ ได้ค่ะ ทำไมจะไม่ได้ล่ะค่ะ เชิญนั่งก่อนค่ะ”
เถ้าแก่เนี้ยพาพวกเขาไปนั่งที่โต๊ะเบอร์สองชิดกำแพง แล้วตะโกนบอกไปทางห้องครัวว่า
“บะหมี่น้ำหนึ่งชาม” บะหมี่หนึ่งชามมีบะหมี่แค่หนึ่งก้อน
เถ้าแก่คิดแล้วก็ใส่บะหมี่เพิ่มไปอีกครึ่งก้อน ต้มบะหมี่ได้ชามเบ้อเริ่ม
ทั้งเถ้าแก่เนี้ยและสามแม่ลูกต่างก็ไม่รู้เรื่อง
สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
กินพลางพูดพลาง “ทานเถอะครับ” ลูกคนพี่พูด

“แม่ทานหน่อยสิครับ”ลูกคนน้องพูดไปก็คีบบะหมี่ให้แม่กิน
ไม่นานก็กินบะหมี่หมดชาม จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยน
แล้วทั้งสามคนก็ชมว่า “ ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) บะหมี่อร่อยมากค่ะ(ครับ)”
พร้อมกับค้อมตัวเล็กน้อยแล้วลาจากไป

“ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)”
ทั้งเถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยต่างก็กล่าวขอบคุณ

ทำงานไปวันแล้ววันเล่ายุ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็น และแล้วก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี
วันที่ 31 ธันวาคมก็เวียนมาครบรอบอีกครั้งหนึ่ง ในวันส่งท้ายปีเก่า
ร้านบะหมี่ “ฮอกไก” ก็ยังคงขายดีและดูเหมือนจะขายดีกว่าปีที่ผ่านมา
สองตายายยังคงยุ่งวุ่นวายอยู่กับการค้าขาย และแล้ววันที่วุ่นวาย
ก็จบสิ้นลง 22.00น.กว่า ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะปิดร้านอยู่นั้น
ประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ ผู้ที่เข้ามาก็คือหญิงวัยกลางคนกับเด็กชายสองคน
พอเห็นเสื้อโอเวอร์โค้ทที่เก่า และเชย เถ้าแก่เนี้ยก็นึกขึ้นมาได้ว่าเป็น
ลูกค้าคนสุดท้าย
ในวันส่งท้ายปีเก่าของปีที่แล้วนั่นเอง

“ขอบะหมี่น้ำหนึ่งชามได้มั๊ยค่ะ”

“ได้ค่ะ ได้ค่ะ เชิญนั่งตามสบายนะค๊ะ” เถ้าแก่เนี้ยนำพวกเขา
ไปนั่งที่เดิมที่เคยนั่งเมื่อปีที่แล้ว โต๊ะเบอร์สอง ตะโกนไปพลางว่า
“บะหมี่น้ำหนึ่งชาม” เถ้าแก่รับคำพลาง จุดเตาที่เพิ่งจะดับไปพลาง
“ได้ครับ บะหมี่น้ำหนึ่งชาม” เถ้าแก่เนี้ยแอบไปพูดที่ข้างหูของเถ้าแก่ว่า
“นี่ตาแก่ ต้มบะหมี่ให้พวกเขาสามชามไม่ได้หรือ”
“ไม่ได้ ถ้าทำแบบนั้นจะทำให้พวกเขาอายและไม่สบายใจได้รู้มั๊ย”
สามีตอบพลาง แล้วโยนบะหมี่อีกครึ่งก้อนลงไปในหม้อที่น้ำกำลังเดือดพล่าน
เดินไปยืนข้างภรรยาแล้วก็ยิ้ม ภรรยาก็พูดขึ้นว่า
“เห็นเธอซื่อ ๆ ทึ่ม ๆ ไม่นึกเลยว่าจิตใจก็ดีเหมือนกันนะ”
ฝ่ายสามีเดินไปตักบะหมี่ชามใหญ่ที่กลิ่นหอมชวนกินชามนั้น
แล้วให้ภรรยายกไปให้สามแม่ลูก สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่
กินไปพลางคุยไปพลาง เสียงคุยของสามแม่ลูกดังถึงหูของตายาย

“หอมจังเลย…ยอดไปเลย…อร่อยจริง ๆ “

“ปีนี้สามารถกินบะหมี่ของร้านฮอกไกได้ นับว่าไม่เลวทีเดียว”

“ถ้าปีหน้าสามารถมากินได้อีกก็ดีนะสิ” กินเสร็จก็จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยน
แล้วสามแม่ลูกก็เดินออกจากร้านฮอกไกไป

“ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)” มองตามหลังสามแม่ลูกจนลับหายไป
สองตายายก็ยกเรื่องสามแม่ลูกมาพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกไปได้ระยะหนึ่ง

ในวันสิ้นปีของสามปีมานี้ กิจการของร้านฮอกไกดีมาก สองตายาย
ต่างก็ยุ่งจนไม่มีเวลาคุยกัน แต่พอเลย 21.00น.ไปแล้ว
สองตายายก็เริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมา พอถึง 22.00น.
พนักงานในร้านต่างก็รับอั้งเปาแล้วก็แยกย้ายกันกลับไป
พอคนกลับไปหมดแล้วเจ้าของร้านทั้งสองก็ช่วยกันเอาป้ายราคาบะหมี่ในร้าน
ที่เขียนไว้ว่า “บะหมี่ชามละสองร้อยเยน” ที่แขวนไว้ตามผนังทั้งหมด
พลิกกลับหลัง แล้วช่วยกันเขียนใหม่ว่า “บะหมี่ชามละร้อยห้าสิบเยน”
30นาทีก่อนเถ้าแก่เนี้ย
ก็เอาป้าย “จองแล้ว” ไปวางไว้บนโต๊ะเบอร์สอง เหมือนกับว่า
จะมีเจตนารอแขกที่ลูกค้าออกจากร้านไปหมดแล้ว
ถึงจะมาอย่างนั้นแหละ 22.30น. ในที่สุดสามแม่ลูกก็ปรากฎตัวขึ้น
พี่ชายสวมเครื่องแบบมัธยมของรัฐแห่งหนึ่ง
น้องชายสวมเสื้อแจ๊คเก็ทที่พี่ชายสวมเมื่อปีก่อน
ดูหลวมและไม่พอดีตัว เด็กทั้งสองคนโตขึ้นมาก ส่วนผู้เป็นแม่
ก็ยังคงสวมเสื้อโค้ทลายสก๊อตที่ทั้งเก่าและเชยแถมสีซีดตัวเดิม

“เชิญค่ะ เชิญค่ะ” เถ้าแก่เนี้ยกล่าวทักทายอย่างมีน้ำใจ

มองใบหน้าอันยิ้มแย้มและท่าทางต้อนรับอย่างเต็มที่ของเถ้าแก่เนี้ย
ทำให้ผู้เป็นแม่นั้นเปล่งคำพูดออกมาอย่างงกงกเงิ่นเงิ่นว่า
“รบกวนช่วยทำบะหมี่น้ำให้สักสองชามได้ไหมค่ะ”
“ได้ค่ะ เชิญนั่งทางนี้ค่ะ” เถ้าแก่เนี้ยนำแม่ลูกไปนั่งยังโต๊ะเบอร์สอง
แล้วรีบเอาป้าย”จองแล้ว”ออกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แล้วตะโกนบอกไปทางครัวว่า “บะหมี่น้ำสองชาม”
“ได้ครับ บะหมี่น้ำสองชามได้เดี๋ยวนี้แหละครับ” เถ้าแก่พลางตอบ
พลางโยนบะหมี่ลงไปในหม้อน้ำสามก้อน สามแม่ลูกกินไปพูดไป
ดูแล้วเหมือนมีความสุขกันมาก สองสามีภรรยา
ที่ยืนอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่ได้รับรู้ถึงความสุข
ที่พวกเขาได้รับกันในใจก็พลอยเบิกบานไปด้วย

“ลูกรัก วันนี้แม่ต้องขอบคุณลูก ๆ เป็นอย่างมาก”

“ขอบคุณ ?”

“ทำไมครับ”

“เรื่องเป็นอย่างนี้ คือคุณพ่อของลูกที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไป
ได้ทำให้คนอีกแปดคนได้รับบาดเจ็บ และทางบริษัทประกัน
ก็ไม่รับผิดชอบในส่วนนั้น ในช่วงหลายปีมานี่
ทำให้เราต้องจ่ายเงินเดือนละห้าหมื่นเยนทุกเดือน”

“เอ๊ะ เรื่องนี้เราก็ทราบกันอยู่แล้วนี่ครับ” ผู้เป็นพี่ตอบ
ส่วนเถ้าแก่เนี้ยได้แต่ตั้งใจฟังอย่างเงียบ ๆ อยู่หลังโต๊ะทำอาหาร

“แต่เดิมนั้นเเราต้องชำระหนี้ไปจนถึงปีหน้าเดือนมีนาคม
แต่ตอนนี้เราได้ชำระหนี้ไปหมดแล้ว”

“จริง ๆ หรือครับ แม่”

“จริงสิจ๊ะ นี่เป็นเพราะว่าพี่ชายของลูกขยันไปส่งหนังสือพิมพ์
ส่วนตัวลูกเองก็ช่วยแม่ซื้อกับข้าวทำอาหาร ทำให้แม่ไปทำงานได้อย่างเต็มที่
ทางบริษัทจึงได้ให้เงินเบี้ยขยันพร้อมทั้งเงินโบนัสพิเศษอื่น ๆ อีก
จึงทำให้วันนี้สามารถชำระในส่วนที่เหลือได้หมด”

“ว้าว แม่ครับ พี่ครับ อย่างนี้ก็วิเศษสิครับ
แต่ว่าต่อไปขอให้ผมได้ช่วยทำอาหารต่อไปเถอะนะครับ”

“ผมก็จะส่งหนังสือพิมพ์ต่อนะครับ ไอ้น้องชาย
เราต้องร่วมแรงร่วมใจกันสู้หน่อยแล้วนะ”

“ขอบใจลูกทั้งสองมาก ขอบใจจริง ๆ “

“แม่ครับผมกับน้องก็มีความลับจะบอกกับแม่เหมือนกันครับ
คือ ในวันอาทิตย์วันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายน
โรงเรียนของน้องได้แจ้งให้ผู้ปกครองไปเยี่ยมชมนักเรียนในห้องเรียน
ในวันพบผู้ปกครอง คุณครูของน้องยังได้แนบจดหมายมาอีกหนึ่งฉบับว่า
เรียงความของน้องได้ถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของฮอกไกโด
เพื่อไปแข่งขันเรียงความทั่วประเทศ นี่ผมได้ยินมาจากเพื่อน ๆ
ของน้องนะครับผมถึงทราบ ดังนั้น ในวันนั้นผมจึงไปเป็นตัวแทนแม่
ไปร่วมในงานวันพบผู้ปกครองของน้อง”

“จริงหรือลูก แล้วต่อมาล่ะ”

“หัวข้อที่คุณครูให้เรียงความคือ “ความปรารถนาของข้าพเจ้า”
น้องได้เอาเรื่องของบะหมี่น้ำหนึ่งชามมาเขียนเป็นเรียงความ
แล้วยังได้อ่านต่อหน้าทุกคนด้วย”

“เรียงความเขียนว่า…หลังจากที่คุณพ่อประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์แล้ว
ได้ทิ้งหนี้สินให้เรามากมาย เพื่อที่จะชำระหนี้ คุณแม่ต้องทำงานดึกดื่น
หามรุ่งหามค่ำทุกวัน แม้แต่เรื่องของผมที่ต้องไปส่งหนังสือพิมพ์
น้องก็ยังเอาไปเขียนเลย…”

“ยังมีอีก น้องยังเขียนถึงในคืนวันที่ 31 ธันวาคม พวกเราสามคนแม่ลูก
ได้มาล้อมวงกันกินบะหมี่น้ำ อร่อยมาก…สามคนกินบะหมี่น้ำแค่ชามเดียว
คุณตาคุณยายเจ้าของร้านยังกล่าวขอบคุณพวกเราอีก
แล้วยังอวยพรวันปีใหม่ให้พวกเราอีก เสียงเหล่านั้นเหมือนกับว่า
ให้กำลังใจให้เข้มแข็ง
ที่จะยืนหยัดมีชีวิตอยู่ต่อไป พยายามปลดเปลื้องหนี้สินทั้งหลาย
ของคุณพ่อให้หมดให้เร็วที่สุด…”

“ด้วยเหตุนี้น้องจึงได้ตัดสินใจว่าโตขึ้นน้องจะเปิดกิจการร้านบะหมี่
แล้วจะต้องเป็นเจ้าของร้านบะหมี่ยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นอีกด้วย
แล้วยังจะให้กำลังใจแก่ลูกค้าทุกคน…ขอให้มีความสุขครับ…ขอบคุณครับ…”

สองตายายเจ้าของร้านบะหมี่ที่ยืนฟังอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่
จู่ ๆ ก็หายตัวไป พวกเขาไม่ได้หายไปไหนเลยเพียงแต่คุกเข่ากันอยู่ใต้โต๊ะ
ในมือถือปลายผ้าขนหนูกันคนละข้าง พยายามซับน้ำตาที่ไหล
ไม่ยอมหยุดเหมือนทำนบพังนั้นอย่างไม่ลดละ

“พอน้องอ่านเรียงความจบ คุณครูก็พูดว่า วันนี้พี่ชาย
ได้มาเป็นตัวแทนของคุณแม่ ดังนั้นขอเชิญพี่ชาย
ขึ้นมากล่าวอะไรสักหน่อยค่ะ “

“จริงหรือลูก แล้วลูกทำอย่างไรหล่ะ”

“ก็มันกระทันหันเกินไป ตอนแรก ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
ผมจึงพูดว่า…ขอบคุณทุกคนที่เอาใจใส่น้องผมเป็นอย่างดี
น้องผมต้องไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวกลับมาหุงหาอาหารทุกวัน
ดังนั้นในเวลาที่เพื่อน ๆ ทุกคนมีกิจกรรมกันในตอนเย็น
ก็มักจะอยู่ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ได้เพราะต้องรีบกลับบ้าน
เมื่อเป็นอย่างนี้คงจะทำให้ทุกคนวุ่นวายกันพอสมควร
เมื่อครู่นี้ตอนที่ได้ยินน้องอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่น้ำหนึ่งชาม
ผมรู้สึกอายมาก แต่พอได้เห็นน้องยืด อกอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่น้ำหนึ่งชาม
ด้วยเสียงอันดังนั้นจนจบ ถึงได้รู้สึกว่าความรู้สึกอายเมื่อสักครู่นี้
ถึงจะเรียกว่าเป็นความอายจริง ๆ “

“หลายปีมานี้ ความกล้าของคุณแม่ที่จะสั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามนั้น
เพื่อกินกันสามคนนั้น ผมกับน้องจะไม่มีวันลืมเป็นอันขาด
ผมและน้องจะต้องขยัน และดูแลแม่เป็นอย่างดี
และผมขอฝากน้องของผมให้ทุกคนช่วยดูแลด้วยครับ”

สามแม่ลูกกุมมือกันเงียบ ๆ ตบไหล่ กินบะหมี่หมด
อย่างมีความสุขกว่าทุก ๆ ปี จ่ายเงินไปสามร้อยเยน
กล่าวขอบคุณค้อมตัวลงเคารพ
และเดินออกจากร้านไป มองตามหลังสามแม่ลูกไป
เจ้าของร้านจึงได้รู้สึกว่าปีนี้ได้ผ่านไปแล้วจริง ๆ พร้อมกับกล่าวว่า
“ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)”

และแล้วก็ผ่านไปอีกปีหนึ่ง พอถึงเวลา21.00น.
ทางร้านฮอกไกก็วางป้าย”โต๊ะจอง”
ไว้บนโต๊ะเบอร์สองและเฝ้ารอคอยการมาเยือนของสามแม่ลูกเช่นเคย
แต่ในปีนั้นสามคนแม่ลูกไม่ได้มาปรากฏตัวที่ร้านเลย

ปีที่สอง ปีที่สาม โต๊ะเบอร์สองก็ยังคงว่างอยู่เช่นเดิม
สามแม่ลูกไม่ได้มาที่ร้านฮอกไกอีกเลย กิจการของร้านฮอกไกดีมาก
เรียกว่าดีวันดีคืนเลยทีเดียว ภายในร้านมีการตกแต่งใหม่
โต๊ะเก้าอี้ก็มีการเปลี่ยนใหม่ จะมีก็แต่โต๊ะเบอร์สองที่เก็บรักษาไว้เหมือนเดิม

“นี่มันเรื่องอะไรกัน” ลูกค้าหลายคนต่างก็ถามด้วยความกังขา
เถ้าแก่เนี้ยก็เลยเล่าเรื่องบะหมี่หนึ่งชามให้แก่ลูกค้าฟัง
โต๊ะเก่าตัวนั้นวางอยู่กลางร้านเหมือนกับว่าเป็นการให้กำลังใจตัวเองอย่างหนึ่ง
และก้อไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งลูกค้าทั้งสามอาจจะกลับมาอีก
พวกเขาหวังว่าจะใช้โต๊ะเก่าตัวนั้นในการต้อนรับลูกค้าทั้งสามของเขา

โต๊ะเบอร์สองตัวนั้นเปลี่ยนเป็นชื่อว่า “โต๊ะแห่งความสุข”
ลูกค้าต่างก็พูดต่อ ๆ กันไป มีนักเรียนหลายคนอยากเห็นโต๊ะตัวนี้ถึงขนาดที่ว่า
นั่งรถมาจากที่ไกลแสนไกลมากินบะหมี่ และเจาะจงที่จะนั่งโต๊ะตัวนี้

ผ่านวันที่ 31 ธันวาคม ไปอีกหลาย ๆ ปี เจ้าของร้านค้า
ในระแวกใกล้เคียงร้านฮอกไก พอถึงวันสิ้นปีหลังจากปิดร้านแล้ว
ก็มักจะมารวมตัวฉลอง โดยการกินบะหมี่ที่ร้านฮอกไก
กินไปพลาง ก็รอเสียงระฆังส่งท้ายวันสิ้นปีเก่าไปพลาง
แล้วทุกคนก็ไปวัดเพื่อไหว้พระด้วยกัน เป็นธรรมเนียมมา 5-6 ปีแล้ว

ในวันนี้พอเลย 21.30น.ไปแล้ว เจ้าของร้านขายปลามาถึงก่อน
พร้อมทั้งนำซาซิมิมาด้วย ต่อจากนั้นก็มีคนมาเรื่อย ๆ เป็นระยะ
บ้างก็เอาเหล้ามา บ้างก็เอาอาหารกับแกล้มมา ปกติแล้ว
ก็จะรวมตัวกันได้ประมาณ 30-40 คน ต่างก็คึกคักกันมาก
ทุกคนที่มานั้นต่างก็รู้ตำนานเกี่ยวกับโต๊ะเบอร์สอง
ทุกคนก็พยายามไม่เอ่ยถึงมันแต่ในใจต่างก็คิดกันว่า
วันนี้”โต๊ะจอง”ตัวนั้นไม่มีคนที่พวกเขาเฝ้ารอมานั่ง
มันคงจะว่างเปล่าเพื่อส่งท้ายปีเก่าอีกเช่นเดิม

พวกเขาบ้างก็กินเหล้า บ้างก็กินบะหมี่ บ้างก็เข้า ๆ ออก ๆ
พอเตรียมกับข้าวกับแกล้ม ต่างก็กินกันไปคุยกันไป พูดเรื่องการค้าบ้าง
คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ แม้แต่น้ำทะเลขึ้นลง ในระยะนี้บ้านไหนมีเด็กเกิดใหม่
ก็นำมาพูดคุยในวงสนทนา คุยมันทุก ๆ เรื่อง จนเหมือนกับว่า
เป็นครอบครัวเดียวกัน เวลาผ่านไปจนถึง 22.30น.
ทันใดนั้นเองประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ ทุกคนในร้านหยุดพูดคุยกัน
สายตาทุกคู่มองตรงไปยังประตูร้าน

ชายหนุ่มสองคนยืนสง่าในชุดสูทสากล พาดโอเวอร์โค้ทไว้บนแขน
พอเห็นว่าผู้ที่มาเป็นใครทุกคนก็รู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง
และเริ่มสนทนากันต่อไปอย่างคึกคัก ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ย
กำลังจะพูดว่า “ขอโทษค่ะ ที่นั่งเต็มหมดแล้วค่ะ”
เพื่อปฏิเสธลูกค้าที่ไม่ได้รับเชิญอยู่นั้น ก็มีหญิงคนหนึ่ง
สวมชุดกิโมโนเดินเข้ามายืนระหว่างกลาง
ของชายหนุ่มทั้งสองคน ทุกคนในร้านแทบจะหยุดหายใจ
เมื่อได้ยินคุณนายผู้นั้นพูดว่า
“เอ้อ…รบกวน…รบกวนช่วยทำบะหมี่ให้สามชามได้ไหมค๊ะ”

ทันทีที่เถ้าแก่เนี้ยได้ยินสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
เวลาผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว ภาพของสามแม่ลูกในความทรงจำ
กับภาพของสามแม่ลูกตรงหน้า เธอพยายามจะนำทั้งสองภาพมาวางซ้อนกัน
เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ที่โต๊ะทำบะหมี่ ชี้นิ้วไปยังทั้งสามแม่ลูก

“พวกคุณ .. พวกคุณ”

เขาพูดได้เพียงแค่นั้น คำพูดทุกคำจุกอยู่ที่คอ
ชายหนุ่มหนึ่งในสองคนเห็นท่าทีของเถ้าแก่เนี้ย
ที่ทำอะไรไม่ถูกก็เลยพูดกับเถ้าแก่เนี้ยว่า

“พวกเราสามคนแม่ลูก ที่เมื่อสิบสี่ปีก่อนในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
มาสั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามทานกันสามคนไงครับ
และพวกเราก็ได้รับกำลังใจจากบะหมี่น้ำชามนั้น
พวกเราจึงได้สามารถยืนหยัดมาถึงวันนี้ได้”

“หลังจากนั้นก็อพยพครอบครัวไปอาศัยอยู่กับยายที่อำเภอชิกะ
ปีนี้ผมสอบผ่านได้เป็นนายแพทย์แล้ว ตอนนี้ผมเป็นแพทย์ฝึกหัด
แผนกกุมารเวชที่โรงพยาบาลเกียวโต
ปีหน้าเดือนเมษายนก็จะย้ายมาประจำโรงพยาบาลกลางของซัปโปโรแล้ว”


“วันนี้พวกเราก็เลยแวะมาที่โรงพยาบาลเพื่อทำความรู้จัก
และฝากเนื้อฝากตัว แล้วเลยไปไหว้สุสานของคุณพ่อ
และน้องชายที่ครั้งหนึ่งเคยใฝ่ฝันว่าจะเป็นเจ้าของกิจการร้านบะหมี่นั้น
ขณะนี้ได้ทำงานในธนาคารเกียวโต
ได้เสนอความคิดที่เริดเรออย่างหนึ่งก็คือ ปีนี้ในวันส่งท้ายปีเก่า
พวกเราสามคนแม่ลูกจะมาเยี่ยมคารวะ
เจ้าของร้านบะหมี่ฮอกไกที่ซัปโปโร
และทานบะหมี่น้ำสามชามของร้านฮอกไกด้วย”

สองตายายฟังไปพลาง พยักหน้าไปพลางด้วยน้ำตาคลอเบ้า
เถ้าแก่ร้านขายผักที่นั่งอยู่ตรงหน้าประตู
พยายามใช้แรงอย่างเต็มที่ที่จะกลืนบะหมี่
คำที่คาอยู่ในปากลงไปในคอ แล้วลุกขึ้นยืนพูดว่า

“อ้าว…เถ้าแก่… เป็นอะไรไปหล่ะ อุตสาห์เตรียมการมาตลอดสิบปี
เพื่อเฝ้าคอยวันนี้ “โต๊ะจอง” ตัวนั้นไงที่พวกเถ้าแก่จองให้ลูกค้า
ที่จะมาตอนหลังสิบโมงของคืนวันสิ้นปีไง
รีบ ๆ ต้อนรับพวกเขาสิ เร็วเข้า”

ในที่สุดเถ้าแก่เนี้ยก็ได้สติ ตบไหล่ของเถ้าแก่ร้านขายผัก แล้วพูดว่า
“ยินดีต้อนรับค่ะ…เชิญนั่งข้างในค่ะ…
นี่ตาเฒ่า…บะหมี่น้ำสามชามโต๊ะสอง”
เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ก็รีบปาดน้ำตาแล้วรับคำว่า
“ครับ..บะหมี่น้ำสามชาม”

หากดูกันตามจริงแล้ว
สิ่งที่เถ้าแก่ร้านบะหมี่ทั้งสองได้ให้ไป
มันไม่ได้มีค่ามากมายอะไรเลย มันเป็นแค่เพียงบะหมี่ไม่กี่ก้อน
คำพูดที่จริงใจและให้กำลังใจเพียงไม่กี่คำ รวมทั้งคำอวยพรว่า
“ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)”ก็เท่านั้นเอง
แต่มันกลับให้ผู้ที่ถูกความจริงอันโหดร้าย
บีบให้จมอยู่ในสถานการณ์คับขับได้สามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า อย่า-พยายามมองข้ามตัวเอง
ตัวเราเองสามารถมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ได้
บางทีมันอาจจะเป็นแค่เพียงความใส่ใจความห่วงใย
อันจริงใจของคุณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็สามารถนำพา
เอาแสงสว่างอันเจิดจรัสอย่างไม่มีขีดจำกัดมาสู่โลกได้


ด้วยเหตุนี้ความหวังความใฝ่ฝันที่แรงกล้าของพวกเรา …
เพื่อนพ้องทั้งหลาย … อย่ามัวเห็นแก่ตัวกัน
หรือเสียดายมันอยู่เลย หวังว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป
พวกเราจะสามารถมอบหัวใจแห่งความรัก
และความเมตตาที่เราอัดเก็บไว้ในใจมาเป็นเวลานานแสนนานนั้น
มอบให้กับคนอื่นด้วยความเต็มใจ จุดประกายแห่งความสว่างแก่โลก ….
ถึงแม้จะเป็นแสงเพียงริบหรี่เท่านั้น
แต่สำหรับคืนอันหนาวเหน็บอันเย็นยะเยือกของฤดูหนาว
มันเป็นประกายแห่งความอบอุ่นและแสงสว่างอันสุกสกาวจริง ๆ


ไงจ๊ะ…อ่านบทความนี้จบแล้วรู้สึกเมื่อยตาบ้างหรือเปล่า
บริหารสายตาหน่อย กรอกตาซ้ายไปมา เสร็จแล้วก็หันมากรอกตาขวา
หลังจากนั้นก็กรอกตาทั้งสองข้างพร้อม ๆ กัน หากทำแล้ว
ลูกตากระเด็นออกมานอกเบ้าแล้วล่ะก้อไม่ต้องมาหาฉันนะจ๊ะ
ไปหาหมอเถอะ…
เรื่องนี้ตอนที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น ทำให้คนญี่ปุ่นรู้สึกประทับใจมานับไม่ถ้วนแล้ว
ดังนั้นจึงมีคนพูดกันว่า
“ใครที่อ่านเรื่องแล้ว ไม่มีใครเลยที่จะไม่หลั่งน้ำตาให้”
ถึงแม้คำพูดนี้ออกจะเกินจริงไปบ้าง แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ได้อ่านเรื่องนี้แล้ว
รู้สึกประทับใจจริง ๆ จนน้ำตาร่วง และน้ำตาที่ร่วงรินเหล่านั้น
มันไม่ใช่น้ำตาจากความรันทดใจ แต่เป็นน้ำตาที่หลั่งให้แก่ความประทับใจ
ต่อความห่วงใยอย่างจริงใจ และน้ำใจไมตรีอันกว้างขวาง
ที่มอบให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
Continue Reading...

วิธีลดกรรมให้ตนเองได้ผลดีเร็วขึ้น !!

วิธีลดกรรมให้ตนเองได้ผลดีเร็วขึ้น !!

กรรมเกิดจากการกระทำ
สิ่งใดสิ่งหนึ่งดังนี้)

1.เคยทำแท้งไหม
2.ไม่เคยทำบุญให้บรรพบุรุษไหม
3.ไม่เข้าใจครอบครัว สามี ภรรยา ลูกหรือเปล่า
4.เคยผิดศีลกาเม ในชาติก่อนและชาตินี้ไหม
5.ทำผิดต่อเจ้าที่เจ้าทางไหม


วิธีแก้กรรม
1.นิมนต์พระเลี้ยง ทำบุญบ้าน วันเกิด สวดชะยันโต ขอพร ประพรมน้ำมนต์ให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข และถวายสังฆทานสวดอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายให้อโหสิกรรม
2.ไปถวายผ้าบังสุกุลอุทิศให้บรรพบุรุษให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข หรือทำบุญให้บรรพบุรุษให้ได้รับกุศล
3.เคยบอกรักสามี-ภรรยาและลูกบ้างไหม ทำเดี๋ยวนี้ จะทำให้เขาเข้าใจมากขึ้นว่าเรารัก
4.สวดมนต์ทุกวันเกิดตนเอง ขอพรเทพประจำตัวให้คุ้มครองครอบครัวให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข
5.ตั้งเครื่องเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทางด้วยอาหารคาวหวานชุดใหญ่ อธิษฐานจิตต่อพระภูมิเจ้าที่ ผีบ้านผีเรือนขอให้ยกโทษให้ ไม่ว่าท่านจะล่วงเกินโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ขออย่าได้ถือโทษเอาผิด ขอพรให้อำนวยโชคลาภและความร่มเย็นเป็นสุขให้ครอบครัวท่าน


กรรมส่งผลให้เสียเงินตลอด
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้

1.เคยเอาเงินเขามาในชาติอดีตแล้วไม่คืน
2.ปล่อยกู้คิดดอกเบี้ยแพง
3.โกงคนในชาติปัจจุบัน
4.ทำแท้ง
5.ยุยงให้คนเสียเงิน โดยรู้ว่าผิดก็ให้ทำ

วิธีแก้กรรม
1.กินเจ 7 วัน อุทิศให้สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เคยทำไว้ตั้งแต่อดีตชาติปัจจุบันชาติ

2.ตักบาตรให้ครบตามปีที่เข้าเสวยอายุ
3.ไหว้พระให้ครบ 7 วัน 7 วา ล้างเคราะห์ได้
4.ปล่อยสัตว์ลงน้ำ ตามกำลังวันเกิดตนเอง จนครบ 1 ปี เคราะห์จะกลายเป็นดี
5.ขอพรพระที่ตนนับถือ ไปที่วัด ไปขอพรท่านให้พ้นเคราะห์พ้นโศกและช่วยให้ชีวิตก็จะดีขึ้น

กรรมส่งผลให้ได้คู่ไม่ดี
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้

1.เคยเป็นชู้กับผู้อื่นไว้ ในชาติอดีตและชาติปัจจุบัน
2.ทำร้ายจิตใจคู่ตนเองไว้
3.ทำร้ายร่างกายโดยตนเองอยากทำ เพราะหึงหวงให้เขาเจ็บปวด
4.ผิดศีลกาเม
5.ยุยงผู้อื่นให้เลิกกัน

วิธีแก้กรรม
1.ตั้งสัจจะว่าจะไม่แย่งผัว-เมียคนอื่น มาเป็นของตนเอง
2.หมั่นถวายเทียนคู่ในวันเกิดตนเองปีละครั้ง ขอเสริมดวงชีวิตคู่ให้พบแสงสว่างในชีวิตคู่ที่ดี โดยไปกับแผนและอธิษฐานขอพร
3.ถวายสังฆทานในวันเกิด เพื่อขอพรให้สมหวังด้านชีวิตคู่ และอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรและคู่ชีวิตที่เคยล่วงเกินไว้ทั้ง อดีตชาติและปัจจุบันชาติให้ได้รับกุศล และอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน
4.บริจาคทรัพย์ให้กับคู่แต่งงานในงานแต่งงาน เพื่อส่งเสริมให้เขาสมหวังในความรัก และตนเองก็จะได้บุญต่อไป
5.ไกล่เกลี่ยคู่สามี-ภรรยา ที่ทะเลาะกันแยกทางกัน ให้มารู้สึกดีต่อกัน จะได้บุญทางด้านชีวิตคู่

กรรมส่งผลให้เป็นเมียน้อย
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.เคยผิดลูกผิดเมียเขามาในชาติก่อน
2.ผิดศีลกาเม
3.เคยอธิษฐานจิตร่วมกันมาว่ากี่ภพก็ขอให้ได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน
4.ขืนใจเขาโดยเขาไม่ยินยอม


เมียน้อยมี 3 ประเภท


1.เมียน้อย ผัวดี ช่วยเหลือ เกิดจากเคยทำบุญใหญ่ ช่วยเหลือคนและครอบครัวมามาก และอธิษฐานจิตมาเจอกัน แม้ไม่ได้เป็นเมีย 1 แต่เป็นเมีย 2 ที่ถูกต้อง เพราะกุศลนำพามาเจอ จึงทำให้ใช้ชีวิตอย่างไม่ผิด ไม่บาป


2.เมียน้อย ผัวร้าง แต่ไม่หยุดที่เขา ทำให้เป็นโดยจำยอมเพราะกรรมเก่าที่เคยทำไว้ จึงต้องรับภาระเพราะทั้งรัก ทั้งเจ็บ กรรมนี้อยู่ในการเคยขืนใจเขาไว้ แต่พอมาชาตินี้จึงต้องตกอยู่ในภาระจำยอมเจ็บ เพราะรักเขา



3.เมียเก็บ ผัวบังคับ แต่ส่งเสีย เกิดจากกรรมที่เคยผิดลูกผิดเมียเขาไว้ จึงต้องทุกข์ใจ แต่สบายกาย

วิธีแก้กรรม

.ทำบุญสังฆทานสด ในวันเกิดตนเอง เดือนละครั้ง เพื่ออุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติปัจจุบันชาติและวิญญาณที่ตามมาให้ได้ รับกุศลและอโหสิกรรม


2.ถือศีล 5 ให้ได้ 1 ปี ต่อ 1 เดือน จะทำให้ชีวิตดีขึ้น
3.ถวายธงคู่ อธิษฐานจิตขอให้ชีวิตคู่ที่ดีขึ้น


3.บวชชีพราหมณ์ ปีละ 1 ครั้ง 3 วัน อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยล่วงเกินให้ได้รับกุศลและเปิดทางให้ชีวิตคู่ดีขึ้น


5.ร่วมเป็นเจ้าภาพงานแต่ง เพื่อชีวิตตนจะดีขึ้นและสมหวัง สวดมนต์ขอพรทุกวันเกิดด้านความรักให้สมหวังต่อไป

กรรมส่งผลให้ทุกข์ใจ
ราะญาติพี่น้องและสามี
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้


1.เคยลำเอียง ไร้คุณธรรมในด้านครอบครัวไว้ก่อน
2.เคยเอารัดเอาเปรียบคนในครอบครัวและคนใกล้ชิดไว้ในชาติอดีตและชาติปัจจุบัน
3.เคยทำให้ครอบครัวเขาแตกแยกในอดีตชาติ

วิธีแก้กรรม
1.ต้องบวชชีพราหมณ์ เพราะเมื่อเกิดอีกภพชีวิตจะได้ดีมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะกุศลของการบวช ปฏิบัติธรรมทำให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรม และตนเองได้พบสิ่งที่มีกุศลมากขึ้น
2.ยึดพรหมวิหาร 4 มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จะทำให้ชีวิตมีความเมตตา และไม่ลำเอียงเอารัดเอาเปรียบคนใกล้ชิด ทำให้วิถีชีวิตมีคนนับถือและพ้นจากความทุกข์ในเรื่องญาติพี่น้องยุ่งเกี่ยว ได้
3.นำพระคู่บ้านคู่เมืองเข้าสักการะที่บ้าน และสวดมนต์ขอพรให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข


กรรมส่งผลให้เป็นอัมพฤกษ์
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้


1.ฆ่าสัตว์
2.ทรมานสัตว์
3.ทำร้ายคนไว้ในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ

วิธีแก้กรรม
1.ตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติปัจจุบันชาติ รวมถึงสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ได้กุศลและอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน
2.ปล่อยสัตว์ลงน้ำในวันเกิดตนเอง กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรได้รับและอโหสิกรรม
3.ถวายยาเข้าวัด หรือช่วยเหลือคนป่วย

กรรมส่งผลให้เป็นมะเร็ง
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้


1.เคยฆ่าสัตว์ หรือทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงฆ่าสัตว์มาก่อน จึงส่งผลให้มีสุขภาพที่รักษาไม่ได้
2.มีจิตใจเหี้ยมโหดมาตั้งแต่อดีตชาติ โดยสั่งฆ่าคนและทำร้ายคนให้เจ็บปางตาย
3.ทำแท้งมากมาย
4.เบียดเบียนเงินคนมากมาย บนความทุกข์คนอื่นในอดีตชาติ

วิธีแก้กรรม
1.ต้องทำบุญใหญ่อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร และบวชชีพราหมณ์ 1 เดือน เพื่อส่งกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรม

2.สร้างพระถวายให้เจ้ากรรมนายเวร
3.ให้มาสัมผัสจิตกับพระแม่อุมาเทวีโดยตรง

กรรมส่งผลให้ลูกไม่ดี
เกเร ไม่เชื่อฟัง

เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.ทำแท้ง
2.เคยทำร้ายคนใกล้ชิดมาก่อน และทำร้ายจิตใจครอบครัวในชาติก่อน


วิธีแก้กรรม
1.บวชเณร โดยให้ลูกบวชหรือไปร่วมบวช จะทำให้กรรมน้อยลง

2.พาลูกไปหาหลวงปู่ ให้เทศน์สอน
3.ปฏิบัติธรรม อุทิศให้ลูกตนเอง

กรรมส่งผลให้ค้าขายขาดทุน
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.ไม่รู้เชี่ยวชาญในงานที่ทำ และไม่กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ
2.ทำแท้ง
3.ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้
4.ตั้งสัจจะกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าจะทำบุญเท่านั้น แต่พอทำจริงทำน้อยนิดผิดสัญญาเป็นกรรม

วิธีแก้วิบากกรรม
หมั่นถวาย ดอกไม้หอม พวงมาลัย ไม่เวียนต่อพระพุทธรูป พระภิกษุสงฆ์ เทพด้วยกิริยาที่ตั้งใจ

2.ไม่ลบหลู่ผู้มีพระคุณ รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์
3.บริจาคน้ำมันตะเกียง ขอแสงสว่างด้านความงาม

กรรมส่งผลให้เกิดมาไม่สวย
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.ทำอะไรลวก ๆ กับพระ พ่อแม่
2.ชอบว่าผู้อื่น และทำร้ายสัตว์
3.ถวายดอกไม้แห้ง-เหี่ยว

วิธีแก้วิบากกรรม

1.หมั่นถวาย ดอกไม้หอม พวงมาลัย ไม่เวียนต่อพระพุทธรูป พระภิกษุสงฆ์ เทพด้วยกิริยาที่ตั้งใจ

2.ไม่ลบหลู่ผู้มีพระคุณ รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์
3.บริจาคน้ำมันตะเกียง ขอแสงสว่างด้านความงาม

กรรมส่งผล
ให้มีกลิ่นตัวเหม็นตลอด

เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.ชาติก่อนชอบดูถูกคนอื่น
2.ชาติก่อนชอบคิดอิจฉาริษยาผู้อื่น

วิธีแก้วิบากกรรม
.ต้องรู้จักเห็นผู้อื่นได้ดี พลอยยินดีไปด้วย

2.หมั่นถวายของหอม ดอกไม้ไม่ให้ขาด

กรรมส่งผลให้เกิดมาโง่
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้

1.ดูถูกผู้ที่หมั่นหาความรู้ และชักชวนไปทำผิด
2.ไม่ขยันหมั่นเพียรศึกษาหาความรู้ แต่ทำตัวมั่วสุมในทางผิด
วิธีแก้วิบากกรรม 1.หมั่นทำบุญด้านหนังสือธรรมมะ หรือพิมพ์บทสวดมนต์แจก

2.ให้ถวายหลอดไฟฟ้า เพราะกุศลจะส่งผลให้ตนเองมีปัญญาแจ้งแดงตลอดในงานนั้น ถวายในวันเกิดข้างขึ้น 7-15 ค่ำ เจริญขึ้น
3.หมั่นสวดมนต์ทุกวัน
4.หมั่นกตัญญูต่อความถูกต้อง และมีวิริยะมากขึ้น


กรรมส่งผลให้มีบริวารไม่ดี
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.ไม่กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ และคนใกล้ชิดในชาติก่อน
2.เคยให้ร้ายคนอื่นไว้ก่อนเมื่ออดีตชาติ
3.ไม่ช่วยเหลือส่วนรวม
วิธีแก้วิบากกรรม .
หมั่นทำบุญโดยให้ทานกับบุคคลที่ใกล้ตัว และหมั่นชักชวนบุคคลอื่นทำบุญร่วมกัน เกิดชาตินั้นฉันใดจะมีบริวารมากมาย
2.ให้ร่วมทำบุญด้าน บวชนาคหมู่ หรือสามเณรภาคฤดูร้อน จะทำให้พ้นทุกข์และมีบริวารที่ดี อยู่ในศีลธรรม

กรรมส่งผล
ให้เจอแต่คนเอาเปรียบ
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.เคยเบียดเบียนเงินพ่อแม่ไว้ในอดีตชาติ
2.เคยโกงคนไว้ในอดีตชาติ
3.ขโมยเงินครอบครัวมาใช้
วิธีแก้วิบากกรรม .
2.ไม่ดื่มเหล้า ทำให้ขาดสติ โดนโกงง่าย
3.หมั่นสวดมนต์ อธิษฐานบารมีด้านขอพรให้พบเจอคนดี ๆ เข้ามาในชีวิต

กรรมส่งผลให้ไม่มีลาภลอย
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.ไม่เคยทำบุญเกินจิตที่ตั้งไว้ และเวลาบริจาคเสียดายทรัพย์ทั้งทั้งที่ตนมรเงินมากมาย เกิดความตระหนี่แบบไม่ให้ทานอย่างเต็มใจ
2.ไม่ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจ และยังอยากโลภได้เงินมาก ๆ โดยมิชอบ
วิธีแก้วิบากกรรม
.ตั้งจิตทำบุญ ทำกุศลด้วยความบริสุทธิ์ใจ และตั้งมั่นที่จะช่วยเหลือศาสนาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

2.หมั่นทำบุญใหญ่ ขอพรด้านลาภลอย
3.ให้ฝังลูกนิมิตร ปีละครั้ง อธิษฐานขอพรจะทำให้สมหวังในจิตที่ขอ

การออกกรรม
กรรม คือ การกระทำ หากทำกรรมไม่ดีก็ทำให้ทุกข์ทรมาน การออกกรรมทำให้รู้กรรมและแก้กรรมได้


ทุกข์จากกรรมที่ตนเคยทำไว้ตั้งแต่อดีตชาติ ปัจจุบันชาติ ยังผลให้ตนเองได้รับวิบากนั้น ทำให้ชีวิตทุกข์ต่าง ๆ การออกจากกรรมนั้น เป็นการแสดงอาการกรรมให้รู้ เพื่อแก้ไขมิใช่ให้ยึดติด เพราะจะทำให้จิตไม่ตัดกรรม ฉะนั้นเมื่อรู้กรรม ควรทำกุศลในทางที่ถูกต้อง เพื่อชีวิตที่จะดีขึ้นต่อไป

วิธีออกกรรม
นั่งสมาธิ บริกรรมยุบหนอ พองหนอ เป็นอาการเร่งกรรมให้แสดงออก ควรมีพระผู้รู้กำกับจะทำให้ไม่บ้า และส่งกุศลได้ถูกต้อง ดวงจิตที่มืดก็เปิดสว่างได้ บุญก็เกิด เช่น


เคยฆ่าปลา - ควรทำสังฆทานอุทิศให้ทุกเดือนติดกัน 1 ปี จะทำให้คุณดีขึ้น (กรรมป่วยบ่อย)



เคยทำร้ายผู้มีพระคุณ -ควรขอขมาผู้มีพระคุณ และขอพรทุกปี ทำให้วันสำคัญทุกปี (กรรมโดนกด)
เคยด่าคนไว้ -หมั่นตักบาตรทุกวันเกิดตนเอง อุทิศให้เจ้ากรรม นายเวร อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน (กรรมเป็นโรคลม)
Continue Reading...

"ขอหวย"


"ขอหวย"




แม่เราเล่าให้เราฟังอะน่ะ เเม่เรากับเพื่อนบ้านเนี๊ยชอบไปขอหวยกับผีสางนางไม้
มีอยู่วันใกล้หวยออกหลังเที่ยงคืนเเม่กับเพื่อนบ้านอีก2คนก็พากันไป
ขอหวยที่ต้นตอกคูณกันที่ท้ายบ้านก็ไม่ไกลจากบ้านสักเท่าไหร่
ก็ไม่ต้องบอกอะน่ะว่าตามบ้านนอกตอนกลางคีนมันช่างเงียบเเละน่ากลัว
พอไปถึงเเกก็ทำพีธีกันเเบบจุดธูปจุดเทียนเเล้วก็ท่องเเล้วกล่าวขออะน่ะ
ยายจันแกก็เอาเเป้งไปนั้งลูบๆที่ต้นไม้เเม่กับเพื่อนอีกคนนั่งคอยอยู่ข้างหลัง
ระหว่างที่ยายจันพูดพึมพัมขอหวยอยู่ก็มีหน้าขาวๆซีดๆของใครไม่รู้
จ๊ะเอ๋อยู่ข้างต้นไม้แบบเเลบลิ้นให้ด้วยเเม่กลับเพื่อนเห็นตังนั้น
ก็พากันลุกขึ้นเเล้วย่องกลับเข้าบ้านกันไปเลยโตยที่ยายจันยังอยู่
พอตอนเช้าเเม่กับเพื่อนก็พากันไปหายายจันนอนจับไช้อยู่
ยายจันแกก็ว่าเเม่กับเพี่อนว่าเห็นเเล้วทำใมไม่บอกหรือสะกิตกันบ้าง
เเม่บอกว่ามันอึงพูดไม่ออกจะวิ่งก็วิ่งไม่ไหวเเม่ก็ถามยายจันว่าเห็นอะไรบ้าง
ยายจันก็บอกว่าความรู้สึกมันเย็นชอบกลเเกเงยหน้าขึ้นเท่านั้นเเหละ
เห็นหน้าขาวๆมันเล่นจ๊ะเอ๋อยู่ข้างต้นไม้ หันหลังกลับไป
ก็ไม่เจอเเม่กับเพื่อนเเล้วเเกก็วิ่งเลย ล้มลุกคลุกคลาน
จนมานอนจับไข้อยู่ที่บ้าน

เเม่เล่าไปก็หัวเราะไปส่วนเราก็หัวเราะจนนําหูน้ำตาไหล
ยิ่งนึกเห็นภายเห็นหน้ายายจันเเล้วด้วยเพราะเเกเป็นคนค่อนข้างพูดจาตลกอะน่ะ

กลายเป็นเรื่องขำไปอะจ้า
Continue Reading...

"อาถรรณ์เบอร์โทรสยอง "


"อาถรรณ์เบอร์โทรสยอง "



เรื่องนี้เกิดประมาณเดือนธันวา 45 ที่แถวหมู่บ้านผมมีข่าวลือว่า
มีเบอร์โทรที่โทรเเล้วจะมีเสียงแปลกๆมา ข่าวนี้ลือกันเป็นเวลาหลายอาทิตย์มาก
แรกๆผมก็ไม่ได้สนใจอะไร (ไม่ค่อยเชื่อ) มีอยู่วันหนึ่องผมกับกลุ่มเพื่อน
กำลังเดินทางกลับบ้าน เจ๊กุ้งเพื่อนในกลุ่มมันก็พูดว่า เออเรามีเบอร์โทรผีเเล้วนะ ผมก็พูดว่า
โอ้ยมันไร้สาระจะตายไปเค้าไม่เชื่อหรอกว่ามันจะติด พอกลางคืนด้วยความอยากลอง
พวกเราจึงไปโทรที่ตู้ เราไปกัน4คน เราไม่ค่อยเชื่อเท่าไร เราจึงไม่เข้าไปในตู้
(ผมขอไม่บอกเบอร์นะ)
เจ๊กุ้งมันเข้าไปโทรในตู้คนเดียวเราอีก3คนนั่งรอที่รถ มันกดเท่าไรก็ไม่ติด
ฝากข้อความบ้าง ไม่เปิดบริการบ้างสารพัด ประมาณ10กว่าครั้งก็ไม่ติด
จนเราชวนกลับบ้าน เจ๊กุ้งพูดว่า อีกครั้งนึงละกัน คราวนี้สิมันติดครับ
เพราะผมรู้เพราะเจ๊กุ้งมันกรีดสนั่นตู้เลย แล้วมันก็วางผมไม่ค่อยเชื่อเลย
ผมจึงลองไปกดเองบ้าง ประมาณ 4-5 ครั้งจึงติด ผมตกใจมากมันมีเสียงลมพัด
สักพักก็มีเสียงเด็กร้องกรี๊ด ร้องให้ช่วย เราไม่ได้ตั้งตัวจึงยื่นให้เจ๊เเต
เเต่ปรากฎว่าเขาไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เฮ้ยจะบ้าเหรอไม่เห็นจะมีเสียงอะไรเลย
แต่พอผมจับมาฟังก็ยังดังอยู่เลย พวกเราตกใจกันมาก เราจึงรีบกลับบ้าน
ด้วยความไม่เเน่ใจเราจึงโทรอีกเเต่ทีนี้เราใช้มือถือโทร
นานอีกเช่นกันกว่าจะติดพอติดผมต้องตกใจมากเพราะคนพูด
ไม่ใช่คนเดิมเป็นผู้ชายอายุประมาณ 40-45 พูดว่า
พวกเอ็งไม่ต้องโทรมาหาข้าหรอกเดี๋ยวข้าไปหาเอ็งถึงที่เอง
แต่ผมตั้งสติได้จึงด่าไปว่า ถ้าเอ็งเป็นผีจริงๆแน่จริงเอ็งก็มาสิวะ
เเล้วผมก็วางหู คืนนั้นพวกเรานอนด้วยกัน4คน ในห้องผมทุกคนกลัวมาก
จึงเเขวนพระที่คอทุกคน คืนนั้นหมาหอนดังมากเรานอนไม่หลับกันเลย
เราจึงเปิดวิทยุฟัง ประมาณตี 1 อยู่ๆวิทยุก็ดับเอง เเล้วหมาก็หอนขึ้น
ทีนี้ประตูห้องที่พวกเรานอนก็ถูกเขย่าดังมากพวกเรากอดกันกลมเลยครับ
เเละมีเสียงผู้ชายพูดว่า เอ็งเรียกข้า เอ็งก็เปิดให้ข้าสิวะ
ผมฟังด้วยความกลัว ?
ใช่เลยเสียงผู้ชายคนในโทรศัพย์ ชัดๆ พวกเรากลัวกันมากที่สุด
เลยเรานึกขึ้นได้ว่าเราใส่พระกัน พวกเราจึงกำพระไว้สวดเเพร่เมตตา
ให้สักพักเสียงนั้นก็หายไป คืนนั้นพวกเรานอนไม่หลับเลยครับ
พอตกตอนเช้าวันนั้นเป็นวันเสาร์พอดีพวกเราจึงไปจุดธูปขอขมา
เสร็จเรียบร้อยวันนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตกกลางคืนสิครับ
พวกเราก็มานอนด้วยกันเช่นเคยเวลาประมาณ เที่ยงคืนกว่าๆ
หมาก็หอนเช่นเคย เเป็บหนึ่งก็มีเสียงหัวเราะเเบบดูถูกมาเป็นเสียงคนๆเดิม
เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย เสียงนั้นก็ค่อยๆเบาลงเรื่อยๆจนเงียบไป
ตั้งเเต่วันนั้นก็ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับพวกเราอีกเลยอีกเลยครับ
เดี๋ยวนี้ผมเชื่อในเรื่องที่เราไม่สามารถพิสูจน์ได้เเล้วครับ
โปรดเชื่อในสิ่งที่เห็น ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะครับ
โปรดใช้วิจารณญานในการอ่านนะครับ
Continue Reading...

"ปริศนาธรรมเกี่ยวกับเรื่องงานศพ:"


"ปริศนาธรรมเกี่ยวกับเรื่องงานศพ:"


ปริศนาธรรมเกี่ยวกับเรื่องงานศพนั้นมีอยู่หลายข้อ
ซึ่งก็สงสัยอยู่เหมือนกันตั้งแต่เด็กมาแล้ว แต่พ่อกับแม่
ก็ไม่เคยเล่าให้ฟังเลยเหมือนกับว่าเขาให้ทำก็ทำกันไป
โง่อยู่ตั้งนาน
พอได้มาอ่านหนังสือธรรมลีลา
ของธรรมสภาแล้วก็ตาสว่างขึ้น มีอีกหลายข้อดังนี้


1. มัดตราสังข์สามเปราะ มัดที่คอ หมายถึง บ่วงรักลูก มัดที่มือ
หมายถึงบ่วงรักสามี - ภรรยา
มัดตรงข้อเท้า หมายถึง บ่วงรักทรัพย์สมบัติ ติดอยู่สามบ่วงนี้
ไปนิพพานไม่ได้
ต้องเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ ไม่มีจบสิ้น

2. เคาะโลงรับศีล ไม่ใช่ให้คนตายมารับศีล
แต่เพื่อเป็นการบอกคนที่มาร่วมงานว่า อย่าเอาแต่มัว
ประมาทขาดสติ ไม่สนใจในหลักธรรมคำสอน
เมื่อตายไปหมดโอกาสทำความดี จะเคาะจนโลงแตก ก็ลุกขึ้นมาไม่ได้

3. สวดอภิธรรม มักสวดเป็นภาษาบาลี คนเป็นฟังไม่รู้เรื่อง
จึงนึกว่าสวดให้คนตาย แต่จริง ๆ แล้ว
เป็นการสวดเพื่อสอนคนที่ยังมีชีวิตอยู่
เพื่อที่จะได้นำหลักธรรมไปปฏิบัติให้เกิดผลดีในชีวิตประจำวัน
ดังนั้น แม้จะฟังไม่เข้าใจ แต่เพื่อให้การฟังสวดอภิธรรมเกิดผล
ควรสำรวมส่งจิตไปอยู่กับเสียงพระสวด
ให้จิตสงบนิ่งอยู่กับเสียงพระสวดก็จะเกิดสมาธิจิตได้

4. บวชหน้าไฟ มักเข้าใจกันว่า
เป็นการบวชจูงผู้ตายขึ้นสวรรค์ ความจริงนั้นไม่ใช่ เพราะการบวช
หน้าไฟเป็นการปลงธรรมสังเวชต่อการเกิด แก่ เจ็บและตายในที่สุด
มนุษย์ก็มีเท่านี้ ทำ ให้เกิดการ เบื่อหน่ายต่อชีวิตในโลกียวิสัย
ไม่ประสงค์จะอยู่ในเพศฆราวาสแล้ว พอใจในสมณะเพศ
มุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น เข้าสู่มรรคผลนิพพาน

5. การนิมนต์พระจูงออกหน้าศพ
เพื่อจะสอนคนที่ยังอยู่ให้ได้สำนึกว่า ตอนที่ยังอยู่ต้องเดินตามหลังพระ
หมายความว่าให้ดำเนินชีวิตตามพระธรรมคำสั่งสอนพระพุทธเจ้านั่นเอง
จึงจะอยู่ดีมีสุข มีความเจริญก้าวหน้า

6. การเวียนซ้าย 3 รอบ หมายถึง
การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้งสาม อันมี กามภพ รูปภพ อรูปภพ
ด้วยอำนาจกิเลสตัณหาอุปทานก็จะเป็นทุกข์ไม่จบสิ้น
ฉะนั้นต้องทวนกระแสกิเลส เป็นการสอน ธรรมชั้นสูง จึงได้พาศพเวียนซ้าย

7. การใช้น้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ เพื่อชี้ให้เห็นว่า
น้ำมะพร้าวเป็นน้ำสะอาดบริสุทธิ์ ผู้เข้าสู่มรรคผล
นิพพานต้องชำระ จิตให้สะอาดด้วยน้ำทิพย์จากพระธรรม

8. การแปรรูปหลังจากเผาแล้ว มีการเก็บอัฐิและมีการเขี่ยขี้เถ้า
ผู้ตายให้เป็นรูปร่างกลับไปกลับมา
เพื่อจะบอกว่าได้กลับชาติใหม่แล้วตามวิบากของกรรมต่อไป





จากวาร สารธรรมลีลาเพื่อดุลยภาพของสังคม
Continue Reading...

ผีนางไม้( เสาตกน้ำมัน ),

ผีนางไม้( เสาตกน้ำมัน ),

ที่ห้องพักเดิมสมัยผมเรียนอยู่ มัธยม ( ตอนนี้เรียนมหาลัยแล้วครับ ) ของผมนั้น ผมยังไม่ได้สังเกตุ

ว่าเสาต้นที่อยู่กลางห้องในห้องที่ผมอยู่นั้นเป็นเสาที่ตกน้ำมัน เพราะว่าเจ้าของที่ให้เช่าเค้า เอา กระดาษ

ไปปิดบริเวณที่เสาต้นนั้นตกน้ำมัน ผมลืมบอกไปว่าหอพักแต่ก่อนที่ผมอยู่นั้นเป็นหอไม้ แล้วเมื่อผมได้

เข้าไปอยู่แรก ๆ ประมาณ ครึ่งเดือนยังไม่เกิด อะไรขึ้นครับ แต่ก็มีคนถามผมกับ รูมเมจ ว่าฝันอะไรมั้ย

หรือว่านอนหลับดีมั้ยในตอนที่ผมเริ่มย้ายเข้ามาแรก แต่เจ้าของหอพักเขาไม่ได้บอกอะไรผมเลยครับ

ตอนนั้นผมยังไม่เอะใจ แล้วเวลาก็ผ่านไปเดือนกว่า ๆ แล้วมีวันหนึ่งผมก็เจอเข้ากับตัวผมเองจนได้ครับ

ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยโดนหนักขนาด นี้ครับ คืนนั้นผมฝันว่าเป็นผู้หญิงผมยาวสวยครับ อายุประมาณ

30 ต้น ๆ วัยกำลังงามครับครับนุ่งผ้าแพรสีฟ้าอ่อน แต่ผมก็รู้ดีว่าน่าจะไม่ใช่คนในสัณชาตญาณ ของผมมันบอกผม

ครับนุ่งผ้าแพรสีฟ้าอ่อน ตามผมไปทุก ๆ ที่เลยครับ ในความฝันผมหนีไปที่โรงเรียนครับ แต่ว่าก็หนีไม่พ้นครับ

ผมวิ่งหนีครับแต่ผู้หญิงคนนั้นยืนเฉยๆ แต่ผมหนีไปไหน ก็จะเจอ แล้วบางครั้งก็เดินมาหาครับถ้าอยู่ใกล้ ๆ

จนในที่สุดผมก็รู้ว่าจะพาผมไปอยู่ด้วย ซึ่งตอนนั้นผมท้อแท้มาก ๆ เพราะหนียังไงก็หนีไม่พ้น ซึ่งในตอนนั้เอง

ผมกำลังจะตอบตกลงอยู่แล้วครับกำลังอ้าปากในความฝัน ก็มีคล้ายเทวดาเทพารักษ์ หรืออะไรนี่แหละครับ

ซึ่งหมวกเป็นชฏา มีสร้อยโลหะสพายไหล่นุ่งจงกระเบนลักษณะเป็นชายวัยกลางคน

ปรากฏมาข้างตัวผมท่านยืนบอกหญิงสาวคนนั้นว่า

ยังไงก็ให้เขาอยู่ที่นี่เถอะ( เขาคือผมเองครับ ) อย่าเอาเขาไปเลยอยู่ด้วยกันที่นี่แหละ

ประมาณว่ามาปรามไม่ให้เอาผมไปอยู่ด้วยครับ แล้วเมื่อเทวดา พูดเสร็จผมก็ตื่นครับ

เหงื่อออก เยอะมากๆ ครับ ผมกลัวมากแต่ไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง

จากนั้อีกไม่ถึงอาทิตย์ผมจึงกลับบ้านไปเอาพระมาไว้ที่หอพัก

เมื่อเวลาผ่านไปอีกจนผมแทบจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ผมก็ฝันอีกครับ

ฝันว่าเห็นนางไม้( ตอนนี้รู้เลยครับว่าเป็นนางไม้ ) เป็นผู้หญิงคนเดิมครับ

แต่มาดีครับใส่ชุดสไบสีทองยืนยิ้มให้ผมอยู่ใต้ต้นมะม่วงใหญ่หน้าหอพักครับ
Continue Reading...

วิธีเห็นผี

 

วิธีเห็นผี

จากผู้ทดลอง50คน • อ่านแล้วขนลุกโคตรๆ...(มาทดสอบสุขภาพจิตกันหน่อยมะ)เก็บมาฝาก ไว้อ่านกันเล่นๆจะทำดูก็ไม่ว่ากัน แต่น่ากัว
เค้าบอกว่า 50 % เห็นมาแล้วแต่ก้อไม่รู้จิงเท็จแค่ไหน ก้อใช้วิจารณญาณ ดูกันเอาเองแล้วกันเราเห็นบางวิธีก้อเป็นวิธีที่แปลกจากที่เคยอ่านๆมานะ
ไม่น่าเชื่อ ว่าจะเห็นได้ด้วยหรือ แต่ก็น่ะ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ลองอ่านดูแล้วกัน


ข้อปฎิบัติ ทุกวิธีต้องทำระหว่าง 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืนและต้องไม่เลยเที่ยงคืนเพราะจะถือว่าเป็นวันใหม่ ทุกวิธีห้ามใส่พระยกเว้นวิธีที่ 8
วันที่ทำแล้วมีโอกาสเห็นได้ง่ายสุดคือ วันพุธและวันศุกร์และวันอาทิตย์ ทุกวิธีอาจจะให้คนอื่นอยู่ด้วยก็ได้ยกเว้นบางวิธีที่จะระบุบว่าคุณต้องทำคน เดียวทุกว
ิธีต้องหลับตาหากคุณเปลี่ยนใจไม่อยากเห็นให้เอาอุปกรณ์ทุกอย่างออก แล้วค่อยลืมตา


*วิธีที่1* "มองลอดใต้หว่างขา" >>(เห็นผี21 คน)

1. นำใบไม้ (จากต้นใดก็ได้)ที่ร่วงลงมาจากต้นไม้ ต้องเป็นของต้นนั้นจริงๆและร่วมลงมาไม่ห่างจากลำต้นมากนักหากอยู่ใกล้รากจะยิ่งดี
2. ยืนในที่โล่ง และต้องมองเห็นพระจันทร์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกหันหลังไปทางทิศตะวันตกเพื่อเวลาก้มจะได้ก้มไปทางทิศตะวันตก

3. นำใบไม้ที่เก็บมา เอาไว้ในฝ่ามือ(จะทำมืออย่างไรก็ได้แต่ห้ามพนมมือ)
4. หมุนตัวตามเข็มนาฬิกา (หมุนซ้าย) ช้าๆ เมื่อมาหยุดที่เดิม(ทิศตะวันออกที่หันหน้าไว้ตั้งแต่แรก)ให้ท่องว่า"พุทโธทายะ"
(เหมือนผีถ้วยแก้วเลย)ทำแบบนี้ 3 รอบ(ท่อง 3 ครั้งด้วย)เพื่อให้เห็นภาพ*** รอบที่1 ยืนหันไปทางทิศตะวันออกหมุนซ้าย
ไปจนมาหยุดที่จุดเริ่มต้นแล้วท่องว่า"พุทโธทายะ" และทำต่อไป รอบที่ 2และรอบที่3
5. หลับตานึกถึงใบไม้ที่อยู่ในมือกับต้นเจ้าของใบไม้แล้วให้คิดว่าใบไม้ในมือคือพลังงาน
อย่างหนึ่งที่จะเรียกวิญญาณมาได้และนึกเอาว่าใบไม้นี้
ได้ตายไปแล้วจึงได้หลุดมาจากต้นไม้ เพราะฉะนั้นเราติดต่อกับวิญญาณได้เหมือนที่ติดต่อกับใบไม้ที่ตายแล้วใบนี้
6. ค่อย ๆ ก้มหน้าลง(ระหว่างนี้ห้ามลืมตาเด็ดขาด)เมื่อคุณก้มและพร้อมแล้ว"ให้ตั้งสติดีๆ" แล้วลืมตา
7. แล้วผีจะมาให้เห็น หากเห็นอะไรห้ามวิ่งไม่ว่าสิ่งที่เห็จะอยู่ไกลหรือมาประจันหน้าก็ตามต้องทำตามนี้ก่อ
น1. เงยหน้าขึ้น ทิ้งใบไม้ลงพื้นทันที
2. หมุนตัวทวนเข็มนาฬิกา(หมุนย้อนกลับไปทางขวานั่นเอง) 3รอบโดยไม่ต้องท่องอะไรเลย3. เมื่อกลับถึงบ้านต้องล้างหน้า 3 ครั้ง
ก่อนล้างให้ท่อง "พุทโธ"แล้วเป่าลมลงน้ำจึงค่อยล้างหน้าทำแบบนี้3 ครั้ง

*วิธีที่2* "ตัดเล็บตอนกลางคืน" (เห็นผี12 คน) ขอย้ำเลยวิธีนี้ต้องทำระหว่าง 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืนเพราะต้องไม่ให้โพล้เพล้หรือเป็นวันใหม่"***

1. ตัดเล็บมือเท่านั้น โดยเริ่มจากนิ้วก้อย,นิ้วโป้ง,นิ้วนาง,นิ้วชี้ และนิ้วกลาง(ตัดจากนอกเข้าในนั่นเอง) โดยเริ่มตัดจากมือขวาก่อน
และทำแบบเดียวกันกับมือซ้าย*เล็บที่ตัดห้ามหักหรือขากเด็ดขาดต้องเป็นโค้งตามรูปเล็บ
มิเช่นนั้นจะไมได้ผล*
2. นำเศษเล็บที่ตัดห่อใส่ผ้าอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นสีดำ(ต้องใช้แล้วไม่ใช่ผ้าใหม่)
3. นำไปวางไว้ทางทิศตะตก (เช่นเคย)ของที่พักอาศัย
4. เมื่อคุณเข้านอนได้ไม่นานจะมีคนมานั่งตัดเล็บอยู่ตรงปลายเท้าที่คุณนอน(เสียงดัง "แก๊กๆ"นั่นแหละ) เป็นการตัดเล็บของเค้ามาคืนคุณ
5. ถ้าอยากเห็นก็ลืมตาแต่ห้ามโวยวาย เพราะเขาจะไปแล้วคุณอาจจะซวยได้(เพราะถือว่าเค้ามาดี โดยที่เขาคิดว่าเราเอาเล็บไปแลกหรือ
ไปเล่นกับเขาแล้วเขาก็เลยเอาของเขามาคืน
6. เมื่อคุณตื่นในตอนเข้าให้ไปยังจุดที่คุณเอาเล็บไปวางไว้ คลี่ห่อผ้าออกจะพบเล็บของคนอื่นไม่ใช่ของคุณ
7. ให้คุณพูดเบา ๆ ว่า "ขอบคุณ"แล้วเอาไปฝังไว้ที่ใดก็ได้>>โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่พัก อาศัยของคุณ (แต่ห้ามทิ้งหรือเผาโดยเด็ดขาด)

*วิธีที่3*"หันหลังให้กระจกแล้วกลืนน้ำลาย" (เห็นผี 16 คน)วิธีนี้ต้องทำคนเดียวเท่านั้น วิธีนี้ต้องทำก่อนเที่ยงคืน 6 นาที
นาฬิกาที่คุณใช้เป็นเกณฑ์ในกาวัดให้ยึดเรือนใดเรือนหนึ่งในบ้านได้เลย

1. ยืนหันหลังให้กระจก (ครั้งนี้จะทิศใดก็ได้) ตอนเวลา 5 ทุ่ม 54 นาที
2. กลืนน้ำลาย 1 ครั้ง ทุก ๆ 1 นาที
3. พอครบ 6 นาที หมายความว่าคุณกลืนน้ำลายไปแล้ว 6 ครั้งและถึงเวลาเที่ยงคืนพอดี
4. หลับตาแล้วหันไปทางกระจก (จะหันซ้ายหรือขวาก็ได้แต่ช้า ๆ)แล้วกลืนน้ำลายอีกครั้ง (เป็นครั้งที่7) แล้วลืมตา และผีจะมาให้เห็น
5. เมื่อคุณต้องการยุติพิธีให้หลับตากลืนน้ำลายอีกครั้งเป็นอันจบพิธี

*วิธีที่4* "ดีดลูกคิดตอนกลางคืน" (เห็นผี 32 คน)ลูกคิดที่ใช้ดีดให้ดีดอันที่มีรางยาวที่สุดเท่านั้นต้องอยู่คนเดียวเพราะต้องใช้ส
มาธิอย่างมาก

1. ให้ลูกคิดทุกลูกในทุกรางอยู่สุดรางที่หันมาหาตัวเรา
2. ดีดีลูกคิดขึ้นโดยให้ลูกคิดออกจากตัวทีละลูก(ต้องมีสมาธิมากๆ)ไล่ไปตั้งแต่รางแลกไปจ
นรางสุดท้าย
3. ตั้งสมาธิให้ดีอย่างมากแล้วจับรางลูกคิดตั้งขึ้นให้ลูกคิดวิ่งกลับมาที่เดิมในตอนแรก

4. มองรอดช่องรางลูกคิด(รางใดก็ได้)แล้วผีก็จะมาให้เห็น
5. หลังจาการทำเรียบร้อยแล้วให้ทิ้งลูกคิดนั้นทันที *ห้าม*นำกลับมาใช้อีกเป็นเป็นอันขาด

*วิธีที่5* "เอามุ้งคลุมหัวตอนกลางคืน" (เห็นผี 6 คน)

1. เอามุ้งมาครอบหัวไว้ (หลับตาตั้งแต่ก่อนคลุมแล้ว)
2. ท่อง มะ-อะ-อุ 7 ครั้ง (อย่าลืมว่าต้องหลับตา)
3. ลืมตา แล้วผีจะมาให้เห็น

*วิธีที่6* "ใส่เสื้อกลับแล้วนอนห้อยหัว" (เห็นผี 31 คน) ต้องทำคนเดียว

1. ใส่เสื้อโดยการเอาข้างหลังมาอยู่ข้างหน้า(ถ้ามีกระดุมก็เอากระดุมไว้ขางหลังนั่นเอง)

2. นอนลงบนที่นอนที่สูงกว่าพื้นแล้วห้อยหัวลงมอง เหมือนแหงนหน้า
3. แล้วผีจะมาให้เห็น

*วิธีที่7* "แหงนหน้ามองตรงบันได"(เห็นผี 42 คน)- ต้องทำคนเดียว

1. นั่งบนบันไดชั้นบนสุดแล้วลงมาทีละขั้นทั้งที่ยังนั่งอยู่ (ใช้ก้นลงบันได้นั่นเอง)
2. เมื่อถึงขั้นสุดท้ายให้ยังคงนั่งอยู่ที่ขั้นสุดแล้วแล้วจึงแหงนหน้ามองกลับขึ้นไปชั้
นบนสุด
3. แล้วผีจะมาให้เห็น

*วิธีที่8* "สวมพระกลับหลัง"(เห็นผี 28 คน) ต้องทำคนเดียว

1. สวมพระโดยคล้องสร้อยพระไว้ด้านหลัง(ให้เหมือนที่อยู่ด้านหน้าเลย)
2. ยื่นแขนซ้ายออกไปข้าง ๆแล้วทำมุมข้อศอกโดยให้กำปั้นทิ่มลงพื้นและให้ข้อศอกตั้งฉากกับพื้น
3. มองลอดผ่านช่องแขน แล้วจะเห็นผี
Continue Reading...

ฆาตกรต่อเนื่อง รายแรกของประเทศไทย เขาคือ ซีอุย แซ่อึ้ง ปีศาจฆาตกรกินคน


ภาพประกอบ
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
หลาย ๆ คนอาจเคยไป พิพิธภัณฑ์โรงพยาบาลศิริราช ชั้น 2

สิ่งที่สะดุดตาสำหรับการมาครั้งแรก มันไม่ใช้เครื่องมือแพทย์หรืออวัยวะดอง แต่มันคือโครงร่างของผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ที่ยืนอยู่ในตู้กระจกขนาดใหญ่ ร่างกายแห้งเหี่ยว เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก โครงหลังบิดเบี้ยว ที่ถูกดองเก็บไว้อย่างดี เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา

มันเป็นโครงร่างมนุษย์ร่างเดียว ในประเทศไทย ที่ได้รับเกียรติสูงสุดนี้ ที่เป็นอาชญากรคนสำคัญของแผ่นดิน ที่เลื่องลือกล่าวขานกันเนิ่นนานและเป็นตำนานที่ไม่ลืมเลือน

เขาคือ ซีอุย แซ่อึ้ง ปีศาจฆาตกรกินคน
ทุกพื้นที่ ที่เขาเดินทางไป ศพแล้วศพเล่าเกิดจากการกระทำของเขา ทั้งข่มขื่น ทั้งฆ่า และผ่าศพเพื่อควักเอา อวัยวะภายในของเหยื่อออกมากิน
ทั้ง ๆ ที่เขาไม่อาชญากรอัจฉริยะ แต่เขาก็สามารถสังหารเหยื่อถึง 6 ศพ และเขาอยู่รอดลอยนวลกว่า 5 ปี
เพราะอะไรเล่าที่ทำให้เขากลายเป็นปีศาจฆาตกรกินคนที่โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้

กำเนิดอสูร

ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน พ.ศ. 2470 ในซัวเถา เด็กชายคนหนึ่งได้ลืมตาดูโลกขึ้น เขาเป็นลูกคนที่ 3 จากพี่น้อง12 ของนายฮุนฮ้อ กับ นางไป๋ติ้ง แซ่อึ้ง พวกเขาได้ตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่า นายหลีอุย แช่อึ้ง แต่พวกเราชาวสยามต่างรู้จักนามว่า "ซีอุย"
ทั้งสองมีอาชีพทำไร่มีฐานะ มีค่อนข้างยากจน และมีลูกมาก ซีอุยจึงขาดการดูแลจากพ่อแม่ ชั่วชีวิตของเขา เขาดำเนินชีวิตตามความพอของตนเองเป็นที่ตั้ง ออกจากบ้านไปเที่ยวในที่ต่าง ๆ
เขาเกิดมาเป็นคนตัวเล็กเมื่อเปรียบเทียบเด็กวัยเดียวกัน (แม้เขาจะโตเป็นหนุ่ม เขาก็มีความสูงแค่ 150 เซนติเมตร) สาเหตุนี้เองเขามักถูกเด็กรอบข้างข่มเหงรังแก มาโดยตลอด มันเจ็บทั้งกายและใจ
จนกระทั้ง.................
วันหนึ่งมีมีนักบวชชรารูปหนึ่งเกิดนึกสงสารเด็กที่มักถูกรังแกจากเด็กวัย เดียวกัน เขาจึงได้คำแนะนำน่ากลัวกับเขาอย่างหนึ่งว่า.........
"นายต้องกินหัวใจและตับของคน นายจะได้มีพลังมหาศาลเพื่อต่อสู้กับคนมารังแกได้"
ซีอุยน้อยเชื่อคำแนะนำที่แสนชั่วร้ายอย่างสนิทใจ เขาเชื่อโดยไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเป็นจริงหรือไม่ เขาเริ่มหันกินเนื้อสด ๆ เริ่มต้นด้วยการฆ่าสัตว์กินเครื่องใน เช่น ตับ ไต หัวใจ โดยคนรอบข้างไม่ห้ามปรามเพราะเขายังเด็กอยู่

ความทมิฬหินชาติได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว



พ.ศ.2488
ซีอุยอายุครบ 18 ปี เขาเป็นหนุ่มฉกรรจ์ เขาถูกเกณฑ์ไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาประจำอยู่หน่วยรบทหารราบที่ 8 ในขณะที่จีนและญี่ปุ่นทำสงครามอยู่ เขาถูกส่งไปรบในสมรภูมิพม่า แนวสนามรบตามรอยต่อตะเข็บแดนของประเทศจีน
เป็นเวลาเกือบ ปีเต็ม ๆ ที่เขาต้องเสี่ยงอันตรายจากห่ากระสุนปืนจากข้าศึก กระสุนเหล่านั้นปลิดชีวิตเพื่อน ๆ ของเขา ล้มตายดุจใบไม้ร่วง ตัวเขาก็ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส จากการสู้รบ ความหนาวเหน็บ และความอดอยากยากแค้น จนกระทั้งหน่วยรบของซีอุยพลาดท่าตกวงล้อมของข้าศึก เสบียงเริ่มหมดลง ซีอุยหิวกระหายอย่างหนักเพราะไม่มีอาหาร เขามองรอบ ๆ จนสายตาเขามาหยุดที่เพื่อนทหารที่ล้มตายราวผักปลา

นี้แหละอาหารชั้นหนึ่ง....................
เขาใช้มีดพกคู่กายกรีดศพเพื่อนทหารด้วยกันอย่างเลือดเย็นตั้งแต่หน้าอกจนถึง หน้าท้อง ควักหัวใจ ตับ และไส้ออก มาต้มกิน โดยไม่สนใจและความรู้สึกของเพื่อนทหารที่ตะลึงกับพฤติกรรมของเขา
และนี้เองคือที่มาของพฤติกกรมอันแสนสยดสยองของเขาในเมืองไทยในเวลาต่อมา

เมื่อสงครามสงบ...........ซีอุยถูกปลดจากกองทัพ แต่เขาไม่คิดอยู่เมืองจีนต่อไป เนื่องจากระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ รวมทั้งความอดอยากยากแค้น ชาวบ้านส่วนใหญ่พยายามอพยพหนีตายในเมืองไทยอย่างมากมายเพื่อนคนหนึ่งได้ชวน มาทำงานที่เมืองไทยว่าเมืองไทยมีงานทำหลายอย่างและรายได้ดีกว่ากรรมกรแบกหาม ในจีน

ซีอุยเห็นดีเห็นชอบด้วย เพราะมันยังดีกว่าอดตายในแผ่นดินเกิด และเขานึกขึ้นได้ว่าเขามีญาติและคนรู้จักในเมืองไทยหลายคนสามารถพึ่งพา อาศัย หางานได้บ้าง จึงตกลงเดินทางหางานในเมืองไทย

ไปสร้างตำนานสยองขวัญ ?



แรกมาเมืองไทย ชีวิตแบบนกขมิ้น

ซีอุยหลบหนีมาทำงานในไทย

ซีอุยเหยียบแผ่นดินไทยครั้งแรกที่ท่าเรือคลองเตยวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2489 ด้วยอายุเพียง 19 ปี เขาแอบแฝงมากับกลุ่มจับกัง ในเรือขนส่งสินค้าชื่อ "โคคิด" เป็นเวลานานกว่า 3 สัปดาห์

ขณะที่เรือเทียบท่าส่งสินค้าที่คลองเตยซีอุยกับเพื่อนหลบหนีขึ้นฝั่งมาพัก ที่โรงแรมเทียนจิน ตรอกเทียนกัวเทียน จังหวัดพระนคร แต่หาญาติที่รู้จักกันไม่พบ ก่อนที่จะเดินทางไปที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปทำงานรบจ้างทำไร่ทำสวน

เขาพักและทำงานหลาย ๆ ที่ ไป ๆ มา ๆ บ้างอยู่เป็นสัปดาห์ บ้างอยู่เป็นเดือน บ้างอยู่เป็นปี

จนกระทั้ง............

เวลาผ่านไป 8 ปี ซีอุยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยด้วยการรับจ้างทำสวนกับนายไอ่ แซ่เล้า จากการทำงานหนัก ร่างกายของเขาทรุดลง จิตใจพะวักพะวนหงุดหงิด คำแนะนำของนักบวชชราจีนจงผุดขึ้นมาในสมองอีกครั้งหนึ่ง

"นายต้องกินหัวใจและตับของคน นายจะได้มีพลังมหาศาลเพื่อต่อสู้กับคนมารังแกได้"



เหยื่อรายแรก

10 เมษายนพ.ศ. 2497

หนึ่งทุ่มเศษซีอุยออกมาเดินเล่นในตลาดทับสะเก ระหว่างทางเดินผ่านหน้าโรงสีของนายกิ่ว บรรยากาศเงียบเชียบ มีแต่เสียแมลงร้อง และ แสงไฟที่ข้างรั่วโรงสี

จนกระทั้ง.........ซีอุยแลเห็น

ด.ญ.บังอร บุตรสาว 8 ขวบ ของนายตำรวจผู้หนึ่งเดินสวนมา มือถือขันอยู่ 1 ใบ นุ่งผ้าถุงแดง ท่อนบนเปลือยเดินอย่างสบายอารมณ์ ซีอุยอดใจไว้ไม่ไหว เดินตามเด็กหญิงคนนั้นอย่างรวดเร็ว แล้วจึงปรี่เข้าไปอุ้มเด็กเอามือปิดจมูกปิดปาก กึ่งเดินกิ่งวิ่งเข้าไปในทางมืดข้างโรงสี

เด็กหญิงโชคร้ายพยายามต่อสู้ดิ้นรน แต่ไม่สามารถทานแรงของซีอุยได้ จนสิ้นสติไป ในที่สุดร่างของเธอถูกวางบนพื้นดินใกล้ลำคลองเล็ก ๆ ความเงียบสงบ ประสานเสียงเต้นของปีศาจแสดงให้เห็นความเหนื่อย ซีอุยไม่รอช้าหยิบมีดพับปลายแหลมยาว 5 นิ้วที่เขาพกติดตัวเสมอ แทงไปที่คอใต้ลูกกกระเดือกเด็กหญิง 1 ที เลือดสีแดงฉาดคาวเลือดกระจายคละคลุ้ง

แต่โชคดีในความโชคร้ายแผลนั้นมันยังตื้นเกินไปที่ไม่ให้เด็กหญิงตายได้ และมีคนผ่านมาพอดีก่อนที่ซีอุยจะลงมีดที่ 2 ซีอุยหงุดหงิดแต่ต้องผละจากไปอย่างช่วยไม่ได้

เด็กน้อยหมดสติจนกระทั้งเช้า 7 โมงของวันรุ่งขึ้น ร่างอันขะมุกขะมอมคลุกเคร้าไปกับคราบเลือดของหนูน้อยบังอร ที่กระเซอะกระเซิงล้มลุกคลุกคลานออกจากตรอกชายข้างโรงสี ผวาเข้าสู่อกบิดามารดา ทุกคนต่างรินน้ำตาให้กันอย่างเศร้าสลดต่อภาพที่พบเห็น

ด.ญ.บังอรรอดตายปาฏิหาริย์ แต่รอยแผลเป็นที่คอหอยของเธอยังคงปรากฏชัด พร้อมกับความทรงจำที่เลวร้าย แม้ปัจจุบันเธอจะอายุ 53 ปีแล้วก็ตาม

เธอเป็นเหยื่อรายแรกและรายเดียวที่รอดตายเพราะเหยื่อรายที่ 2-7 ต่างตายเพราะเงื้อมมือของซีอุย ปีศาจกินคน จนหมดสิ้น


เหยื่อรายที่สอง
วันที่ 9พฤษภาคม พ.ศ.2497


เวลาผ่านไปไม่ถึง 2 เดือน ทุกคนต่างลืมเรื่องราวของด.ญ.บังอร เสียสิ้น
วันนี้ที่บริเวณลานกว้างที่ว่าการอำเภอทับสะแก ได้มีงานแต่งงานของนายมงคล สุดลาภา อดีตปลัดอำเภอทับสะแก

งานจัดอย่างยิ่งใหญ่ ชาวบ้านทับสะแกเกือบทุกคน ต่างหอบลูกจูงหลานมาร่วมงานมงคล งานนี้เกือบหมดอำเภอ

แต่ซีอุยไม่สนุกด้วย?.....เขากำลังหาเหยื่อ ความหงุดหงิดงุ่นง่านที่ฆ่าเหยื่อรายแรกครั้งแรกไม่ได้มันฝังลึกในจิตใจของ เขา ความอ่อนเปลี้ยเพียงแรงได้กระตุ้นหาเหยื่ออีกครั้งในงานนี้

แน่นอน นอกจากผู้ใหญ่ที่มาร่วมงาน ยังมีลูกเด็กเล็กแดง ต่างตามพ่อแม่ ญาติพี่น้องมาวิ่งเล่นสนุกสนานอยู่หน้าเวทีลำวงบ้าง ตามทางเดินบ้าง ใครแยกออกจากกลุ่มนี้แหละเหยื่อของซีอุย

สายตาของเขามันจับจองเหมือนเลือกหมูกับปลาในตลาดสดไม่ปาน

จนกระทั้งสายตาจับต้องไปยังเด็กหญิงคนหนึ่ง

ด.ญ.นิด แซ่ภู่ วัย 11 ขวบได้แยกตัวออกจากกลุ่ม กับน้องสาวเพื่อกลับบ้านเพราะง่วงนอน เธอกำลังกลับบ้านแต่ทางไปบ้านเธอนั้นอยู่หลังเวทีลำวงเป็นทางเปลี่ยวและมืด สนิท ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับเสือที่จ้องตะครุบเหยื่อ

ออกมาเพียง 200 เมตร ฝ่ามืออันหยาบกร้านตะปบปิดปากปิดจมูก หนูน้อยในทันที มันอุ้มร่างเด็กน้อย หายลับไปในรัตติกาลอันมืดมิด

เขาวิ่งอุ้มร่างของด.ญ.นิด เข้าไปในความมืด วิ่งผ่านข้างทางรถไฟสายใต้ จนมาหยุดที่สะพานผ่านทางรถไฟที่มีป่าหญ้า มืดสนิท ปราศจากสิ่งมีชีวิตใด ๆ มันวางร่างเหยื่อลงทันที จัดการถอดเสื้อ ผ้าถุงเหยื่อ ร่างน้อยอยู่สภาพเปลือย เป็นครู่ใหญ่ที่มันสมปรารถนากับความสุขของกามารมณ์ในแบบผีนรก

ความชั่วของมันยังไม่พอ เพราะขาดความเหี้ยม มันล้วงมีดพับปลายแหลมด้านไม้ที่ที่ขาววับจากกระเป๋ากางเกง มันเริ่มกรีดทิ่มไปยังอณูเนื้อที่อ่อนนุ่มของเหยื่อเด็กสาวทันที

มีดกรีดตั้งแต่หลุมสะดือลงมาผ่านหน้าท้องขึ้นมาถึงทรวงอกจรดคอเผยเห็นตับไต ไส้พุงทะลักอย่างกับไส้ไก่ และอีกจุดหนึ่งจากสะดือลงไปบริเวณของลับ จากนั้นมันก็หมกมุ่นอยู่กับการเอามีดเชือดเฉือนของลับ ขาอ่อนและแขนทั้งสองข้าง แยกเนื้อและกระดูกออกราวกับพ่อค้าเนื้อที่ชำนาญ แต่มันไม่สนใจเนื้อที่ได้มากนัก และโยนทิ้งที่พุ่มต้นไม้เอาใบไม้หุ้ม

มันควักอวัยวะภายในคือลำไส้และหัวใจ ตับของเด็กสาวออกมา แยกนำมาล้างเลือดที่คลอง เก็บใส่กระป๋องกางเกง ล้างเสื้อที่เปรอะเปื้อนออกที่ลำคลองเช่นกัน

หลังจากที่เขาสังหารเหยื่อแล้ว เขาทิ้งศพ และมุ่งกลับบ้าน ประมาณ 4 ทุ่ม เขาเดินเข้าไปในครัว เอาอวัยวะที่ได้ทั้งหมด ใส่กาน้ำใบใหญ่ต้มจนสุขและลงมือกินในห้องน้ำอย่างเอร็ดอร่อย กินจนนิ่มแล้วเข้านอนอย่างมีความสุข

จนกระทั้ง ศพ ด.ญ.นิด แซ่ภู ถูกพบ ร่างนอนเปลือยเปล่า ขาวโพลน แน่นิ่งไม่ขยับ อยู่พงหญ้า ติดคลองทับสะเก พวกชาวบ้านและตำรวจที่พบศพถึงกับสยดสยองและความเวทนาต่อสิ่งที่พบเห็นตรง หน้า

เพระตั้งแต่ลำคอของเธอ ถูกผ่าลงที่ทรวงอก จนถึงอวัยวะเพศ อวัยวะภายใน เช่น ตับ ปอด ไต หัวใจ หายไปจนหมดสิ้น ดวงตาเหลือกถลนแสดงถึงความตกใจถึงขีดสุด เสียงเล่าลือเริ่มแพร่สะพัดไปทุกซอกทุกมุมเมือง

ต่อมาตำรวจได้ควบคุม อดีตพลตำรวจปอเตียง ผู้สติไม่สมบูรณ์มากนัก เพราะเคยมีประวัติฆ่าคนตายมาก่อน

พะวกชาวบ้านคิดว่าเหตุการณ์เลวร้ายผ่านพ้นไปแล้วเมื่ออดีตพลตำรวจปอเตียงถูกจับ

แต่มันไม่เป็นอย่างนั้น

เพราะศพเดียวมันไม่เพียงพอ........................นี้สิ



เหยื่อรายที่ 3

เป็นเวลาหลายเดือนที่ซีอุยต้องตระเวนอยู่รอบอาณาจักรไทย ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพ ระนอง ก่อนที่จะกลับมายังถิ่นเก่า อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์อีกครั้ง แล้วทำงานและทำงานอยู่กลับนายเทียนเชีย แซ่ตั้ง แค่ 2 วัน มันก็เริ่มแผนอุบาทว์ขึ้นอีก

วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2498

หลังจากเลิกงานจากไร่ถั่ว ซีอุยเดินออกมาจากไร่ไปตามร่องสวน จนกระทั้งพบด.ญ.ลิ้มเฮียง แซ่ลี้ อายุ 7 ขวบ ลูกสาวนายหยิ่นฝาและนางซิ่ว กำลังเดินอยู่ข้างทางห่างออกไปประมาณ 50 เมตร

แค่นี้มันก็เพียงพอแล้ว สำหรับการกระตุ้นความวิปริตปีศาจที่อยู่ในจิตใจที่ผิดมนุษย์อย่างซีอุยแล้ว

วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2498

มีผู้พบศพของด.ญ.ลิ้มเฮียง แซ่ลี้ นอนตายอืดอยู่สวนห่างจากบ้านแค่ 300 เมตร

เธอออกจากโรงเรียน แต่ไม่กลับบ้านเป็นเวลา 3 วัน สภาพศพเริ่มอืด เริ่มเน่าเฟะแทบจำไม่ได้ แต่สิ่งที่เหมือนกับศพแรกก็คือ

ข่มขืน-กรีดคอ-ถึงช่องท้อง-ควักตับ-ปอด-หัวใจ-หายไป

แม้ต่างท้องที่ ต่างอำเภอ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็รู้ว่า ต้องเป็นฝีมือของฆาตกรคนเดียวกันแน่

การสืบสวนหาตัวฆาตกร จึงเริ่มต้นอย่างจริงจัง เพิ่มจำนวนคนมากขึ้น จากความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งสองอำเภอ ใช้เวลาไม่กี่วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจสามร้อยยอด สามารถจับผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ถึง 2 คน

นายเจือ เสียงเสนาะกับนายสนิท สังวาล์ยวงค์ เพื่อนบ้านใกล้ชิดของนายหยิ่นฝา อันเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบพบว่า มูลเหตุอาจมาจากทั้งสองกับนายหยิ่นฝาทะเลาะวิวาทเรื่องที่ดินและการทำสวนของ ทั้งสองฝ่าย รุนแรงถึงขั้นประกาศเอาชีวิตกัน

แต่ทั้งสองมีพยานหลายปาก ยืนยันที่อยู่ของเขาทั้งสองในวันเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปล่อยตัวอย่างช่วยไม่ได้

ชาวบ้านต้องหวาดผวาอีกครั้ง เพราะฆาตกรตัวจริงยังลอยนวลอยู่ ไม่รู้ว่าลูกคนไหนจะถูกฆ่าควักเครื่องในกินอีก



เหยื่อรายที่ 4
วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2498


ซีอุยยังไม่ได้หนีไปยังจังหวัดไหน เขายังไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ และเขายังอยู่อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และที่นี้เองเขาก็ได้ฆ่าคนอีกเป็นศพรายที่ 3

ด.ญ.หงั่น ลูกสาวของนายไกว และนางน้ำ แซ่ลี้ อายุ 10 ขวบ ได้หายไปหลังจากดูลิเกที่เปิดวิกการแสดงอยู่ข้างบ้าน เธออุ้มน้องสาววัย 10 เดือนออกไปด้วย แต่ภายหลัง มีผู้พบทารกน้อย นอนร้องไห้จ้าอยู่ริมถนนที่ไม่ไกลจากโรงลิเกมากนัก

วันรุ่งขึ้นก็พบศพตัวพี่สาวชั้น ป.3 อยู่ใกล้โรงเก็บน้ำมัน ของกรมทางหลวง ที่ตั้งอยู่ท้ายตลาด 3 ยอด สภาพศพไม่แตกต่างไปจาก 2 ศพก่อนหน้าไม่มากนัก มันเหมือนกับประเพณีแห่งการฆ่า มันเป็นเหมือนเครื่องจักรสังหารที่ฆ่าคนดั่งผักปลา

คราวนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับ นายทับ ฤาเผย รปภ.ของโรงเก็บน้ำมันมาสอบสวน เพราะเขาเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ในคืนนั้นมากที่สุด แต่ก็เช่นเคย ไม่มีอะไรในกอไผ่

ในขณะที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่มากมายจากกรมตำรวจ ต่างเดินทางประจวบคีรีขันธ์เพื่อคลี่คลายคดีนี้แต่ซีอุยมุ่งสวนทางไปกรุงเทพ อีกครั้ง.............ไปสร้างตำนานสะท้านกรุงต่อไป



เหยื่อรายที่ 5
28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498


กรุงเทพสมัย 40 ปีก่อนนั้นยังร้างไร้ผู้คน

วันนี้เป็นวันพิเศษ ไม่เหมือนวันเดิมเพราะว่าเป็นวันตรุษจีน ทุกคนมีความสุขในวาระเฉลิมฉลอง ซีอุยเดินออกจากที่พักที่ทำงานของนายอิ่วไฉ่ แซ่อึ้ง นายจ้างร้านเหล้าและโซดา เมื่อทุ่มเศษ ๆ เดินไปอย่างไร้จุดหมาย จนกระทั้งมาหยุดโรงงิ้วที่วัดปทุมวนาราม

ด.ญ.ลี่จู แซ่ตั้ง หนูน้อยวัย 4 ขวบ บุตรสาวของนายกิมบั๊ก พ่อค้าเหล็กย่านถนนมิตรไมตรี คือเหยื่อรายที่ 5 เธอชะตาขาดเพราะพลัดหลงกับแม่ตอนดูงิ้วที่วัด

ในที่สุด มันตัดสินใจอุ้มเด็กเคราะห์ร้ายไว้ในอ้อมแขน ใช้มือ อุด ปาก อุดจมูก ใช้ความมือเป็นเกราะกำบังตัว มันวิ่ง........วิ่ง เหนื่อยแทบขาดใจ จนถึงทางรถไฟสถานีรถไฟจิตรลดา

ศพของหนูน้อยชะตาขาดถูกทิ้งอยู่ ณ ที่เกิดเหตุ

และวันต่อมาข่าวนี้สร้างความโกลาหลและสะท้อนกรุงยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง แม้แต่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมกรมตำรวจยุคนั้นออกคำสั่งด่วนให้ดินตามฆาตกรรายนี้โดยเด็ดขาด

แต่ไม่มีใครจับซีอุยได้ เพราะมันใช้ชีวิตแบบนกขมิ้น ที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง มันจากกรุงเทพฯ ไปทำงานหลายจังหวัด ไม่ว่าลำพูน ธนบุรี เข้ากรุงเทพ ไประยอง ฯลฯ


เหยื่อรายที่ 6
6 กุมภาพันธ์ 2500  พระปฐมเจดีย์


วันตรุษจีน วันนี้มีงิ้วบนลานกว้างองค์พระปฐมเจดีย์ และเต็มไปด้วยฝูงคนมาชมเที่ยวงาน

ห่างจากโรงงิ้วไม่มากนัก ซีอุยล่อลวง ด.ญ.ซิวจู แซตั้ง อายุ 5 ขวบ ที่หลงมากับแม่ด้วยขนมแป๊ะก๊วย

เมื่อกินเสร็จ ถึงคราวเชือด มันพาหนูน้อยชะตาขาดไปลานองค์พระปฐมเจดีย์ซึ่งมีต้นจามจุรี 1 ต้น มันใช้มีดเล่มเดิมจากกระเป๋าของมันแทงไปที่คอหอย ใช้เวลาไม่นานเธอก็หมดลมหายใจ

มันจัดการอุ้มร่างที่ไร้ลมหายใจไปที่ถ้ำมืดแห่งหนึ่งในองค์พระปฐมเจดีย์ เพื่อทำการแหวะตับและหัวใจเพื่อเอาไปกิน แต่ระหว่างหนีก็ทิ้งไฟฉาย และเกี๊ยะ ข้างศพหนูน้อยในถ้ำ

ครั้งนั้นตำรวจที่รับผิดชอบเวลานั้น เร่งติดตามคนร้ายอย่างเร่งด่วนอย่างสุดเหวี่ยงและได้จับกุม นายไสว ปิ่นสินชัย คนขายเนื้อในสมัยนั้น ซึ่งต่อมาได้เป็นผู้ช่วย ส.ส.พรรคไทยรักไทย เขต 3 นครปฐม โดยมีหลักฐานเป็นมีดเปื้อนเลือด ไฟฉาย และเกี๊ยะ ซึ่งเข้าใจผิดว่าเป็นของนายไสว กว่าจะรู้ว่าจับผิดตัวนายไสวถูกจำคุกนานถึง 1 ปีเต็ม

แน่นอนหนังสือพิมพ์กรุงเทพฯ ได้เสนอข่าวนี้อย่างครึกโครม ซีอุยทนกระแสกดดันไม่ไหว จึงรีบหลบหนีไปจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และกลับมายังนครปฐม มันเร่รอนไปทั่วทุกแห่งในประเทศไทย พร้อมฟังข่าวว่ามีเรือกลับเมืองจีนหรือไม่

เขาฝันอยากกลับบ้านเกิดมาตั้งนานแล้ว

เมื่อไม่มีเรือกลับ ซีอุยจึงมาเป็นลูกจ้างทำสวนผักของนายอิ๋ดเจียก แซ่อึ้ง ที่ตำบลเนินพระ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง และที่นี้เองคือที่สุดท้ายที่มันจะก่อกรรมทำเข็ญ



เหยื่อรายที่ 7 รายสุดท้าย
27 มกราคม พ.ศ. 2501

นี้เป็นข้อผิดพลาดครั้งใหญ่ของซีอุย เพราะเขาตั้งใจที่จะสังหารเหยื่อที่เป็นเด็กชายคนแรกแทนที่จะเป็นผู้หญิงและเป็นคนที่เขารู้จัก

ในเวลานั้นเวลาประมาณ 15.00 น.ซีอุยยังทำงานที่สวนของนายเฉลียว ขุดดินปลูกผักอยู่ในไร่ ทันใดนั้นเหยื่อสุดท้ายของเขาก็มาหา

ด.ช.สมบุญ

ทั้งสองรู้จักกันมานานแล้ว ในฐานะลูกค้าซื้อผักประจำ แต่ซีอุยทนแรงยั่วยวนไม่ไหว มันหาจังหวะที่จะฆ่ามานานแล้ว และวันนี้เป็นวันที่เหมาะสมอย่างยิ่ง

มันกระโดดเข้าสวมกอดเด็กชายผู้นั้นอย่างรวดเร็ว แล้วอุ้มเข้าไปในสวนยางพาราท่อยู่ลึกสุด เมื่อมันถึงที่ปลอดคน ก็ปล่อยให้ยืน เด็กชายก็ไม่ร้องและดิ้นแต่อย่างใด มันเริ่มเอามือกดศีรษะ กดให้ล้มนอนหงาย ก่อนใช้มือซ้ายปิดปากและจมูก มือขวาก็ใช้มีดแทงคอที่ใต้ลูกกระเดือก เด็กชายผู้เคราะห์ร้ายสิ้นใจในเวลาไม่นานนัก ซีอุยเริ่มใช้มีดด้านเดิมเชือกหลอดลมให้ขาด แล้วทำการผ่าท้องและสะดือจนถึงหลอดลมที่ตัดไว้ แล้วตัดเอาหัวใจและตับออกมากองบนใบไม้ที่อยู่ข้างศพ

เย็นนั้นมันนำหัวใจและตับของเหยื่อคนล่าสุดกลับเข้าที่พักในสวนผักล้างด้วยน้ำจนสะอาดก่อนเก็บไว้กะละมังไว้ในตู้กับข้าว

แต่ครั้งนี้มันแตกต่างกับเหยื่อรายอื่น ๆ ที่มันจัดการ มันคิด หากมีผู้พบเห็นศพมันจะต้องตกเป็นผู้ต้องสงสัยแน่นอน เพราะพ่อแม่เด็กนั้นต้องรู้ดีว่าได้ใช้ลูกของต้นมาซื้อผักที่สวนนี้

มันจึงตัดสินใจกลับไปที่สวนยางพาราอีกครั้ง มันทำการกำจัดศพ มันใช้ไฟเผา ชั่วพริบตาเดียวไฟก็ลุกลามไปเศษไม้ใบแห้งจนลามติดเนื้อหนังมังสาของเด็กชาย ผู้เคราะห์ร้าย

ห่างจากตำบลเนินพระไปเล็กน้อย นายนาวา บุณยกาญจน์ พ่อของเด็กชายสมบุตร และนายเสงี่ยม ม่วงแสง เพื่อนบ้าน กำลังออกตามหาลูกชาย เพราะเป็นห่วงว่าให้ไปซื้อผักที่เนินพระและไม่กลับมา ซึ่งตอนแรกทั้งสองคนพากันเดินทั่วบริเวณสวนผัก

มันคงถึงคราวชะตาขาดของซีอุย ที่มันก่อกรรมทำเข็นไว้มาก นายนาวาและนายเสงี่ยมได้ตรงไปที่ซีอุยใช้เป็นที่กำจัดหลักฐาน(ศพ) ทั้งสองเฝ้ามองพฤติกรรมที่น่าสงสัยของซีอุย และเขาก็อุทานอย่างไม่เป็นภาษาคน เมื่อเห็นวัตถุอย่างหนึ่งโผล่ออกจากกองไฟ

มันเป็นขาคน ขาของเด็กชายสมบุตร

ไฟยังไม่ติดหมดทั่วร่าง สภาพยังเห็นศพเด็กน้อยครบสมบูรณ์อยู่ นายนาวาไม่รอช้าปราดไปเขี่ยกองไฟแล้วอุ้มร่างไร้วิญญาณของลูกรักไว้แนบอก ดวงตาและสีหน้าโกรธแค้น

"สัตว์นรก มึงทำได้อย่างไร"

นายนาวาคำรามดุดัน วางศพลูกชายลงกลับพื้นโผเข้าใส่ซีอุยอย่างบ้าคลั่ง

ซีอุยไม่ได้ต่อสู้เพราะตัวมันไม่มีอาวุธอะไรเลย มันยอมให้นายนาวาและนายเสงี่ยมจับมัดไว้ที่เสาบริเวณบ่อน้ำของสวนผัก ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมา 2 ชั่วโมง และเก็บหลักฐาน หัวใจและตับที่ซ่อนในตู้กับข้าว

ซีอุยให้การรับสารภาพในสิ่งที่มันทำทั้งหมด



การตัดสินของศาล

ซีอุยขึ้นศาลชั้นต้นในจังหวัดระยอง ซึ่งตอนแรกเป็นการสืบคดีเด็กชายสมบุญก่อน แล้วจึงเล่าว่าได้ก่อคดีแบบนี้ที่จังหวัดอื่นหลายแห่ง มากถึง 6 ศพ

ตามกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 มาตรา 289ไม่พ้นโทษประหารแน่

แต่จำเลยรับสารภาพหมดทุกข้อกล่าวหา และให้คำสัตย์จริงตั้งแต่ต้น เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวน ศาลจึงลดโทษให้จำคุกตลอดชีวิตแทน

ซีอุยยิ้มไม่หุบเพราะมันรอดตาย

แต่อัยการ นายสุเมธ กาญจนอักษร ไม่คิดเช่นนั้น เนื่องจากสังคมไม่ยอมรับและให้อภัยการกระทำที่ซีอุยทำไว้ ความรู้สึกประชาชนและความหวาดระแวงต่าง ๆ ก็ยังเกิดขึ้น ถ้าฆาตกรกินคนยังมีชีวิตอยู่ จึงได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาล ฐานฆ่าคนโดยไต่ตรองไว้ก่อนโดยทรมานและกระทำทารุณโหดร้าย

ต่อสู้คดีจนถึงบทสรุปที่ศาลอุทธรณ์

ต้องประหารชีวิตสถานเดียว

ส่วนที่ศาลชั้นต้นลดโทษ เพราะจำเลยรับสารภาพ แต่ที่ทำเพราะมีพยานและหลักฐานแน่นหนา เมื่อมีหลักฐานจำเลย(ซีอุย)ก็ไม่จำเป็นที่ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ไม่มีเหตุผลอื่นที่จะลดโทษอีก

ซีอุยเมื่อฟังคำตัดสิน ถึงกับเป็นลมกลางอากาศ ล้มผลึ่งกลางศาลลงนอนกลับพื้น ภายหลังเครียดจัดถึงกับอัดบุหรี่เข้าปอดอย่างรุนแรง 4 ครั้ง

ในระหว่างรอการประหาร ซีอุย แซ่อึ้ง ถูกส่งตัวขังเดี่ยวที่เรือนจำบางขวางจังหวัดนนทบุรี และเกือบตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยช้อนสังกะสีสำหรับตักข้าวกิน แต่ผู้คุมมาเห็นก่อน

วันประหารของซีอุยถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว



จุดจบ 17 กันยายน 2502 ที่เรือนจำบางขวาง จังหวัดนนทบุรี

ปัง ๆๆๆๆๆๆ ปัง ๆๆๆๆๆ

เสียงปืนดังลั่นที่ลานประหาร

สิ้นสุดเสียงดัง เมื่อควันจาง ก็ปรากฏร่างชายชาวจีนผู้หนึ่งรูปร่างสมส่วนคนหนึ่ง เลือดอาบทั่วร่างกาย ลมหายใจแห่งชีวิตหมดลง

ไม่รู้ว่าเขาตายแล้ววิญญาณจะไปไหน

อาจเป็นแผ่นดินเกิดที่ ๆ ที่เขาอาจกลับไปตลอดชีวิตหลังพลัดถิ่น หรืออาจเป็นนรกอเวจีที่ ๆ ที่เขาต้องไปชดใช้กรรมอย่างไม่สิ้นสุด เพราะเขาคือ ..........

ซีอุย แซ่อึ้ง ปีศาจฆาตกรกินคน



ก่อนจบ

ในหลายสิบปีให้หลังมีผู้สนใจเรื่องราววิปริตของซีอุย พยายามค้นคว้าและพบว่าคดีนี้มีอะไรไม่ชอบมาพากลไม่น้อยถึงขนาดตั้งข้อสังเกต ว่าซีอุยเป็นฆาตกรวิปริต หรือแค่แพะรับบาปเท่านั้น !??ประการหนึ่ง ซีอุยเป็นผู้รับสารภาพเองว่าเป็นฆาตกร ในขณะที่ตำรวจเองไม่มีหลักฐานใดๆ มัดตัวคนร้าย เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่ปล่อยซีอุยลอยนวลอยู่นานหลายปี

การที่ตำรวจคลี่คลายคดีเก่าๆ ได้ มีหลักฐานเดียวคือคำสารภาพของซีอุยเท่านั้น !??

น่าสนใจว่าซีอุยพูดไทยไม่ได้มาก ต้องให้การผ่านล่าม คำแปลและความเข้าใจของซีอุยเกี่ยวกับความผิดหรือคำสารภาพนั้นมีมากขนาดไหน มีการตั้งข้อสังเกตว่าซีอุยอาจจะสารภาพไปตามบท เพราะเข้าใจว่าเมื่อจบเรื่อง ตัวเองจะถูกส่งกลับเมืองจีนเท่านั้น

จากข่าวในห้วงเวลานั้นพบว่าคำรับสารภาพของซีอุยก็สับสน และบางเรื่องไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเกิดเหตุอีกด้วย !??

ในจำนวน 6 ศพที่ซีอุยก่อเหตุ มีบางศพที่ไม่ได้ถูกควักหัวใจและตับออกมากิน ซึ่งผิดวัตถุประสงค์การฆ่าอย่างสิ้นเชิง ตำรวจแถลงว่าที่ไม่กินเพราะซีอุยบอกว่า ตับกับหัวใจเล็กเกินไป กินไม่อิ่มเลยไม่กิน !??

ระหว่างที่ตำรวจคุมตัวซีอุย ไปทำแผนฯ บางคดีพิสดารและเหลื่อเชื่อเกินไป เช่น รายหนึ่งซีอุยให้การว่าฆ่าเด็กแล้วอุ้มวิ่งเข้าไปในสวนลึกหลายกิโล แถมยังแวะอาบน้ำอาบท่าระหว่างทางอีกด้วย ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวผิดวิสัยเกินไป

อีกจุดหนึ่งคือการลงมือระหว่างเหยื่อรายที่ 6 และรายที่ 7 ที่ทิ้งช่วงเวลาห่างกันถึง 1 ปี ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ซีอุยก่อเหตุถึง 6 คดีในเวลาแค่ปีเดียวเท่านั้นหรือคดีที่ ต.ทับสะแก ซึ่งซีอุยสารภาพว่าลงมือถึง 4 ครั้ง รายแรกทำไม่สำเร็จ แต่ก็ลงมือได้ในอีก 3 รายต่อมา

ตามปกติทั่วไปเมื่อก่อเหตุครั้งแรกไม่สำเร็จ ซีอุยน่าจะหลบหนีเพราะเด็กต้องจำหน้าได้ กลับกล้าอยู่ในพื้นที่เดิมและลงมือกับเหยื่ออีก 3 รายซ้อน ฯลฯ

แม้มีการตั้งข้อสังเกตหรือข้อสงสัยมากมาย แต่อย่างไรเสียคงไม่สามารถหาข้อยุติหรือตรวจสอบให้แน่ชัดได้แต่ก็น่าสนใจว่า หลังตำรวจจับกุมซีอุยได้ คดีฆ่าผ่าท้องเด็กก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย !??

ที่มา:seedang.com
Continue Reading...

วิญญาณของคนตาย

วิญญาณของคนตาย

เรื่อง นี้เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2530 ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกตอนนั้ข้าพเจ้าเรียนจบ ปวช.แล้วมาสมัครเรียนต่อที่กรุงเทพฯหลังจากสมัครเสร็จแล้วก็เลยไปเดินเที่ยว ห้างย่านลาดพร้าว ซึ่งสมัยนั้นใครมากรุงเทพฯต้องเดินที่ห้างนี้ตลอด ประกอบกับได้เจอเพื่อนที่มาจากจังหวัดเดียวกันเลยนั่งคุยกันจนเพลินเลยกับ บ้านด้วยรถทัวร์เที่ยวสุดท้ายซึ่งเพื่อนก็ชวนให้นอนด้วยกัน แต่ข้าพเจ้าเป็นห่วงเรื่องที่จะต้องเล่นฟุตบอลในวันรุ่งขึ้นเลยตอบปฏิเสธ เพื่อนไป รถออกจากหมอชิตประมาณ 17.20น.และมาจอดเสียกลางทางเพราะแอร์เสียอีกเกือบ3ชั่วโมงกว่าจะซ่อมเสร็จ ไปถึงทางเข้าบ้านประมาณเกือบเที่ยงคืนซึ่งบ้านข้าพเจ้าแยกจากถนนใหญ่เข้าไป อีก 3 กม.ปกติทุกวันเสาร์ปากทางเข้าบ้านข้าพเจ้ามักจะมีหนังมาฉายปิดวิกเป็นประจำ และเพื่อนข้าพเจ้าก็จะออกมาเที่ยว แต่วันนี้ฝนตกแม้ไม่แรงแต่ก็ทำให้ข้าพเจ้าต้องเดินเข้าบ้าน ซึ่งทั้งสองข้างทางจะมีบ้านคนตลอดแต่ห่างกันมากๆข้าพเจ้าเดินไปเรื่อยๆพร้อม ฟังหมาหอนทำเอาขนลุกไปด้วยจนดกระทั่งถึงป่าช้าก่อนถึงวัดข้าพเจ้าอดไม่ได้ ที่จะมองไปที่บริเวณที่ฝังศพก็เห็นไฟแดงๆเข้าใจว่าคงเป็นพระเผาหญ้าแน่ๆซึ่ง ข้าพเจ้าก็เคยมาช่วยอยู่บ่อยๆผ่านป่าช้าจนถึงหน้าวัดหมายิ่งหอนแรงขึ้นฝนยัง คงตกอยู่มองไปบนศาลาเห็นเทียนสว่างอยู่เล็กน้อยนอกจากเสียงหมาหอนแล้วได้ยิน เสียงคนสวดมนต์ดังมาจากศาลาคงเป็นคนแก่คนเฒ่าที่มาถือศีลนั่นแปลว่าวันนี้ วันพระน่ะสิ ข้าพเจ้าใจหายวูบความกลัวแล่นมาจับใจทันที เลยเร่งฝีเท้าเพื่อที่จะให้ถึงบ้านไวๆเพียงแค่อีกประมาณ 700 เมตรเอง ท้องฟ้ามืดมิดไฟฟ้าตามบ้านคนมืดสนิทไฟฟ้าคงดับช่วงที่ฟ้าแลบข้าพเจ้ามองไป ที่ใต้ต้นจันทร์ที่เลยวัดมาเล็กน้อยต้นจันทร์ต้นนี้ข้าเจ้าเห็นมาแต่เด็กๆ แล้วทางวัดได้ทำเป็นที่นั่งเล่นไว้ ตาข้าพเจ้าไม่ฝาดข้าพเจ้าเห็นคนนั่งอยู่ใส่เสื้อคอกลมสีขาวนุ่งโสร่งลาย ฟ้าแลบอีกครั้งในขณะที่ข้าพเจ้าเดินเข้าไปใกล้ต้นจันทร์มากขึ้นข้าพเจ้าเห็น แล้วไม่ใช่ใครที่ไหน ตาเอียดคนบ้านเดียวกันนี่เองแกคงมาถือศีลที่วัดเหมือนทุกครั้ง ข้าพเจ้าคลายความกลัวลงมากเมื่อเจอคนรู้จักแกส่งเสียงทัก
          "ไปไหนมาว่ะ กลับเสียดึกเลย"
      "ไปสมัครเรียนมาจ๊ะตา ทำไมตามานั่งอยู่นี่ล่ะ"
          "นอนไม่หลับโว้ย"
ฟ้าแลบอีกครั้ง ข้าพเจ้าเห็นหน้าตาเอียดค่อนข้างซีดและไม่มีเลือดฝาดเลย หมาหอนอย่างโหยหวนชวนขนลุกยิ่งนัก และที่สำคัญข้าพเจ้าได้กลิ่นเหมือนหมาเน่าตายลอยมากระทบจมูกยามลมโชยมาจน ต้องเอามือปิดจมูก ตาเอียดเอ่ยขึ้น
           "เอ็งมาก็ดีแล้ว ว่างๆเองไปเอาระนาดด้วยน่ะ ข้ายกให้เอ็ง"
      "ขอบคุณตา ทำไมยกให้ไวจัง ยังตีไม่เก่งเลย"
      "เถอะน่า ว่างๆก็ไปเอามาหัดให้เก่งล่ะ เดี๋ยวข้าเดินไปส่งที่บ้าน"
      "ดีเหมือนกันตา วันนี้มันวังเวงและน่ากลัวไงไม่รู้"
      "เออ งั้นเอ็งนำหน้าเลย"
ข้าพเจ้าเดินนำหน้าตาเอียดไปคุยกันไปหมายังคงหอนไม่หยุดยิ่งเข้าเขตหมู่บ้าน ยิ่งหอนดังขึ้นเรื่อยๆ แต่ข้าพเจ้าแปลกใจอยู่อย่างว่าทำไมไม่ได้ยินเสียงรองเท้าของตาเอียดเลยทั้ง ที่แกใส่ฟองน้ำแท้ๆได้ยินแต่เสียงรองเท้าข้าพเจ้าแม้จะเป็นผ้าใบก็เถอะ ข้าพเจ้าลองหยุดเพื่อให้แกเดินนำหน้าแกก็ไม่ยอม ข้าพเจ้าสังเกตุเหมือนแกลอยไปมากกว่าเดินด้วยซ้ำแต่คิดว่าตัวเองตาฝาด มากกว่าจนถึงเขตบ้านข้าพเจ้า ไฟยังมืดแสดงว่าไฟฟ้ายังดับอยู่ หมายิ่งหอนหนักกว่าเดิมอีกข้าพเจ้าเลยบอกตาเอียดว่าให้เดี๋ยวจะขับรถเครื่อง ไปส่งแกบอกว่า
         "ไม่เป็นไร ข้ากลับเองดีกว่า เอ็งเรียกยายเอ็งเถอะ ข้าจะกลับแล้ว"
     "ขอบใจน่ะตาที่มาส่ง พรุ่งนี้จะไปเรียนตีระนาดด้วยตอนเย็น"
     "เออ เอ็งไปเอาระนาดมาด้วยล่ะ ถ้าข้าไม่อยู่ บอกยายก็ได้"
     "จ๊ะ"
ช่วงที่ข้าพเจ้าหันหน้าตะโกนเรียกยายเพื่อให้เปิดประตูรั้วเรียกอยู่แป็บ ก็เห็นแสงตะเกียงจากในบ้านแสดงว่ายายข้าพเจ้าตื่นแล้ว เสียงนาฬิกาที่บ้าตี1ครั้งแสดงว่าคงตีหนึ่งแล้ว พอหันมาตาเอียดหายไปไหนแล้ว แก่ขนาดนี้ไม่น่าไปไว แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้คิดอะไร ยายเดินมาเปิดประตูรั้วพร้อมบ่นว่าข้าพเจ้ากลับทำไมดึกๆแทนที่จะนอนกลับน้า ที่กรุงเทพฯ แล้วยายก็ถามข้าพเจ้า
         "เอ็งคุยกับใครว่ะ หรือใครมาส่ง"
     "ตาเอียดยาย เจอันที่หน้าวัด แกเลยเดินมาส่ง"
     "ตาเอียด"
ยายร้องเสียงหลงจนข้าพเจ้าสะดุ้ง ยายรีบชวนข้าพเจ้าขึ้นบ้าน ฉับพลันไฟฟ้าที่ดับกลับติดขึ้นมาทันทียายดับตะเกียงแล้วไปปลุกน้าข้าพเจ้า และซุบซิบอะไรกันไม่รู้น้าข้าพเจ้ามองมาที่ข้าพเจ้าแล้วเดินไปตามคนแก่ๆที่ แถวบ้านมา4-5คน และไม่นานที่บ้านข้าพเจ้าก็เต็มไปด้วยเพื่อนบ้านเยอะแยะไปหมดข้าพเจ้าว่าจะ ถามยายว่ามาทำไมกันแต่อยากอาบน้ำเลยเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำอย่างสบายใจ กลับขึ้นบ้านมีพระจากวัดมาด้วยสงสัยน้าไปรับมาเพราะตอนอาบน้ำได้ยินเสียงรถ ยนต์ข้าพเจ้าว่าจะนอนแต่ยายเรียกว่าให้มาไหว้พระก่อนเพื่อนบ้านเริ่มมอง ข้าพเจ้า หลังจากนั่งตรงหน้าพระแล้วยายก็บอกว่าตาเอียดที่มาส่งน่ะตายได้3วันแล้วที่ ข้าพเจ้ามองเห็นไฟแดงๆในป่าช้านั่นแหละเพิ่งเผาเมื่อตอนบ่าย4โมงเย็นนี่เอง ก่อนตายแกยกระนาดที่ข้าพเจ้าไปเรียนกับแกให้ด้วย ข้าพเจ้าแทบช็อคนี่ข้าพเจ้าเดินคุยกับคนตายรึนี่ ขนลุกแบบทันทีทันใด พระเริ่มทำน้ำมนต์ให้อาบ และเพื่อนบ้านอยู่นอนเป็นเพื่อนกันหลายคน จนเช้าเลยไปทำบุญให้แก และเลยไปที่บ้านแกลูกสาวแกบอกว่าแกสั่งไว้ว่าต้องให้ระนาดข้าพเจ้าๆเลยรับมา แล้วนำไปถวายวัดเลย ข้าพเจ้าเลยเลิกไปไหนมาไหนตอนกลางคืนนานมาก ทุกวันนี้ข้าพเจ้ามาอยู่กรุงเทพฯกว่า20ปีแล้วแม้จะมีรถขับแล้ว แต่เวลาจะไปเยี่ยมยายที่ต่างจังหวัดก็ต้องโทรเช็คกันก่อนว่ามีใครเป็นไรบ้าง หรือเปล่า บอกตรงๆว่าข้าพเจ้ายังกลัวอยู่
Continue Reading...

''โคลอสเซียม'' : สังเวียนแห่งความตาย

''โคลอสเซียม'' : สังเวียนแห่งความตาย



ความยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดอย่าง Gladiator เมื่อหลายปีก่อน ที่มี รัสเซล โครว์ นำแสดงจนทำให้ได้รับรางวัลจากสถาบันต่างๆ แบบถล่มทลาย อาจทำให้ผู้ชมหลงลืมภาพความโหดร้ายทารุณที่เกิดขึ้นบน สังเวียนโบราณขนาดใหญ่ที่ใหญ่โตกว่าสนามแข่งอเมริกันฟุตบอลในปัจจุบันหลาย แห่ง

ส่วนคำว่า “Gladiator” ที่นำมาใช้เป็นชื่อภาพยนตร์นั้น ตามความหมายแล้วหมายถึงนักสู้ในสังเวียนเท่านั้น เพราะความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงนั้นคือ สนามกีฬาที่ใช้แข่งขันต่างหาก



โคลอสเซียม (COLOSSEUM) เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของเวสปาเรียน จักรพรรดิโรม พระองค์เริ่มครองราชย์ในปี ค.ศ. 69 และด้วยความต้องการที่จะหล่อหลอมราชวงศ์ขึ้นใหม่สำหรับตระกูลของพระองค์ จึงริเริ่มโครงการก่อสร้างขนาดมหึมาขึ้น โดยโคลอสเซียมเป็นส่วนหนึ่งในนั้น

และนี่ทำให้โคลอสเซียมเป็นสนามกีฬาของโรมที่ใหญ่ที่สุดและแพงที่สุดเท่าที่ มีการสร้างขึ้น ด้วยทรัพย์สินตั้งแต่โต๊ะไปจนถึงเชิงเทียนทองคำแท้ที่โรมปล้นมาจากการยึดพระ วิหารที่เยรูซาเลม มันจุผู้คนได้ราว 55,000 คน และสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 80 เพื่อใช้แทนสนามกีฬาไม้ซึ่งถูกเผาไปในรัชสมัยของ จักรพรรดิเนโร



ด้วยเทคนิคการสร้างชั้นเลิศของโรมที่ใช้คอนกรีตที่ทำมาจากทรายภูเขาไฟเท่า นั้น จึงทำให้ สามารถสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่โตซึ่งสูงถึง 160 ฟุตนี้ได้สำเร็จ เพราะมันช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กลายเป็นวัสดุพิเศษและสามารถแข็งตัวได้ แม้กระทั่งในน้ำ

แม้จะมีขนาดใหญ่และจุคนได้มากมายขนาดนั้น แต่ด้วยโถงทางเดินและบันไดซึ่งนำไปสู่ทางเข้า 76 ช่องทางก็สามารถทำให้ผู้ชม 55,000 คน ไปสู่ที่นั่งของตนได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ยังไม่รวมทางเดินใต้ดินที่เหมือนกับเขาวงกต ห้องโถงต่างๆ ที่มีไว้ให้นักสู้เตรียมตัวและเตรียมสัตว์ป่าให้พร้อม และเวทีที่ยกขึ้นด้วยรอกเพื่อปิดบังประตูกลบนพื้นสังเวียน ที่ช่วยความตื่นเต้นให้กับผู้ชม



หลังพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 79 ไทตัส พระโอรสของพระองค์เองก็ขึ้นสืบทอดราช บัลลังก์ต่อมา ไทตัสตัดสินพระทัยที่จะสร้างความนิยมในหมู่ประชาชนด้วยการนำเสนอการแข่งขัน ในพิธีเปิดโคลอสเซียมที่ยิ่งใหญ่อลังการ และดูเหมือนว่าวิธีการนี้จะได้ผล

เพราะการแข่งขันที่ยาวนานกว่า 100 วัน ในครั้งนั้นทำให้ไทตัสเป็นจักรพรรดิที่ได้รับความนิยมสูงสุดพระองค์หนึ่งใน ประวัติศาสตร์โรม แต่การครองราชย์ของพระองค์นั้นสั้นกว่าของพระบิดามาก เพียงแค่หกเดือนหลังจากการแข่งขันรอบปฐมฤกษ์พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ด้วยอาการ ประชวรลึกลับ


การต่อสู้แบบกลาดิเอเตอร์เริ่มขึ้นในฐานะพิธีกรรมในงานศพของพลเมืองที่ มั่งคั่ง หลังจากผ่านไปหลายศตวรรษ มันได้พัฒนาเป็นความบันเทิงที่ได้รับความนิยม สัตว์ป่ามากมายถูกฆ่าในการต่อสู้ชนิดนี้ จนถึงกับทำให้สัตว์หายากบางชนิดสูญพันธุ์ไปจริงๆ

ฮิปโปโปเตมัสไม่มีการพบอีกเลยในอียิปต์ ช้างตายไปจากภาคเหนือของแอฟริกา และสิงโตก็หายไปจากภูมิภาคตะวันออกใกล้

เป็นเวลากว่า 500 ปีที่การต่อสู้เอาเป็นเอาตายในสังเวียน ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสร้างความบันเทิงให้แก่สามัญชน ได้ครอบงำสังคมโรม นักสู้แต่ละคนที่ก้าวเข้ามาจะต่อสู้กันจนตายไปข้างหนึ่งต่อหน้าผู้ชม 55,000 คนที่โห่ร้องด้วยความสะใจ



ม็กซิมัสตัวละครที่แต่งขึ้นในภาพยนตร์เรื่อง Gladiator อาจไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง แต่หนึ่งในนักสู้ที่ผ่านสังเวียนแห่งนี้มามากมาย ชื่อของเวรัส กลับเป็นนักสู้เพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

เวรัสเกิดมาเป็นเสรีชน แต่เขาถูกจับในปี ค.ศ. 76 ที่ชายแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของอาณาจักรโรม เขาถูกนำตัวกลับมายังอิตาลีและถูกบังคับให้เป็นทาส เวรัสทำงานอยู่ในเหมืองหนึ่งปีก่อนจะฉวยโอกาสหนีจากการงานอันตรากตรำของทาส ในเหมืองหิน และถูกนำไปเป็นนักสู้ฝึกหัด

ขาเข้ารับการฝึกเพื่อจะเรียนรู้เทคนิคอัน ซับซ้อนและต้องใช้ฝีมืออย่างสูงของนักสู้กลาดิเอ เตอร์ เวรัสหล่อหลอมมิตรภาพกับนักสู้ฝึกหัดคนอื่นๆ และเรียนรู้ว่าชีวิตของกลาดิเอเตอร์นั้นอาจจะโสมม ป่าเถื่อน แต่เขาก็เรียนรู้เช่นกันว่าหากมีโชค ฝีมือและความกล้าหาญสุดหัวใจ นักสู้ในสังเวียนก็สามารถโด่งดัง ร่ำรวย ดึงดูดสตรีมากมายให้มาหลงใหล ในที่สุดเวรัสก็สามารถไต่อันดับขึ้นมาและกลายเป็นนักสู้ในสังเวียนที่โด่ง ดังจนได้

นักสู้กลาดิเอเตอร์จะถูกแบ่งเป็น 10 ระดับ โดยนักสู้ระดับสูงสุดจะได้รับเงินจากการต่อสู้ครั้งเดียวเป็นเงินมากกว่า 15 เท่าของรายได้ทั้งปีของทหารราบ ขณะที่นักสู้ในสังเวียนมีมากกว่า 12 ประเภท ซึ่งรวมถึงมูร์มิลลอสที่ถือโล่ขนาดใหญ่และดาบเล่มยาว ธราเชียนซึ่งต่อสู้เหมือนคนกรีก และ เรทาริอัส ซึ่งใช้แหและสามง่ามเป็นอาวุธ


แม้ว่านักสู้ในสังเวียนส่วนมากจะเป็นทาส แต่ไม่ใช่ทุกคน เพราะเมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่สองนักสู้กลาดิเอเตอร์มากกว่าหนึ่งในสามเป็นคน ที่สมัครใจเข้ามา โดยมีชื่อเสียงและความมั่งคั่งเป็นสิ่งล่อใจ และการต่อสู้ทุกครั้งก็ไม่ได้จบลงด้วยความตายเสมอไป พวกเขามีโอกาสที่ดีที่จะเอาชีวิตรอด และหลายคนก็อำลาสังเวียนไปหลังจากประสบความสำเร็จในอาชีพนี้

สำหรับคนที่เสียชีวิตพวกนักสู้ในสังเวียนได้ร่วมกันตั้งชมรมฌาปนกิจ สงเคราะห์ เพื่อจ่ายเงินสำหรับการทำศพแก่นักสู้ที่เสียชีวิต พวกเขาเชื่อว่าถ้าไม่มีการทำศพอย่างถูกต้อง ผู้ที่ตายจะถูกสาปให้ เร่ร่อนเป็นผีอยู่ในโลกตลอดไป

Continue Reading...
 

sanookde Copyright © 2009 Girlymagz is Designed by Bie Girl Vector by Ipietoon