Showing posts with label อาหาร. Show all posts
Showing posts with label อาหาร. Show all posts

Monday, September 7, 2009

จาก"ซูกิยากิ"มาเป็น"สุกี้ยากี้"




            เราพบร้านซูกิยากิ(ที่นิยมเรียกติดปากแบบคนไทยว่าสุกี้ยากี้)อยู่ทั่วไป ทั้งที่ตั้งเดี่ยวๆและในศูนย์การค้า คนแน่นร้านสุกี้ฯทั้งวันทั้งที่ไม่น่าจะแน่นเพราะไม่เห็นมีอะไรเลยนอกจากผัก แช่น้ำร้อน หลายคนกินสุกี้ฯโดยไม่สนใจว่ามันเป็นอาหารของชาติไหนแต่ก็มีอีกหลายคนที่รู้ และอยากรู้ ซึ่งจริงๆแล้วสุกี้หรือที่เรียกตามสำเนียงญี่ปุ่นว่า"ซูกิยากิ"นั้นเป็น อาหารสัญชาติญี่ปุ่นแท้ๆเหมือนกับราเมนหรือซูชิที่เรารู้จักกันดี ซูกิยากิคืออาหารญี่ปุ่นในสไตล์ลวกจิ้ม จะใส่เครื่องปรุงลงไปในหม้อลวกหรือจะใส่ตะแกรงลงไปแกว่งๆให้สุกก็ได้ ผลที่ดีแทบไม่ต่างกันเลยคืออาหารสุกและสดเหมือนกัน


             ซูกิยากิเป็นเมนูที่ชาวญี่ปุ่นชอบทำรับประทานกันในวันอากาศหนาว ตามปกติจะชอบรับประทานกันในงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่า หรือ"โบเนนคาอิ"ในภาษาญี่ปุ่นอันเป็นช่วงเวลาที่อากาศหนาวสุดๆ การได้กินซูกิยากิร้อนๆช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นมาก มันเป็นอาหารกินง่ายทำง่ายประกอบด้วยผักเป็นส่วนใหญ่ แซมด้วยเนื้อและเต้าหู้ซึ่งทั้งหมดราคาไม่แพงจึงหาซื้อได้ทีละมากๆ วิธีรับประทานแต่ดั้งเดิมคือต้องต้มน้ำให้เดือดในหม้อก้นตื้น น้ำซุปมีส่วนผสมคือน้ำ,ซอสถั่วเหลือง,น้ำตาลและมิริน(เครื่องปรุงอาหารชนิด น้ำของญี่ปุ่น เป็นส่วนผสมระหว่างน้ำตาลและเหล้าสาเก) ต้องเอาส่วนผสมทั้งหมดลงคลุกไข่ที่ตอกแล้วคนให้เข้ากันเสียก่อน แล้วจึงจุ่มลงในน้ำซุป หรือจะนำส่วนประกอบคนในไข่แล้วเทลงรวมกันในน้ำซุปก็ได้


          ต้นกำเนิดแต่แรกเริ่มของซูกิยากิ มีรายละเอียดตามเรื่องเล่าว่านักรบในสมัยกลางของญี่ปุ่นคนหนึ่งได้ล่าสัตว์ มาแล้วนำสัตว์ที่ล่าได้มาแวะที่บ้านของชาวบ้านแล้วขอให้ชายคนนั้นทำอาหารให้ จากเนื้อนั้น แต่ชายเจ้าของบ้านนึกได้ว่าเครื่องครัวของตนช่างซอมซ่อเหลือเกินจนไม่สม ศักดิ์ศรีของขุนศึกผู้มาแวะที่บ้าน เขาจึงนำเอาพลั่ว(ซูกิในภาษาญี่ปุ่น)มาล้างให้สะอาด แล้วใช้มันต้ม(ยากิ)เนื้อนั้น คำว่าซูกิยากิจึงแปลตามความหมายได้ว่า"ใช้พลั่วต้มเนื้อให้สุก" และลักษณะของพลั่วนี้ได้ถูกพัฒนาเป็นหม้อก้นตื้น ในปี1890เมื่อญี่ปุ่นเปิดประเทศออกค้าขายกับชาวต่างชาติ


          วิธีปรุงอาหารแบบใหม่นี้ได้ถูกนำมาเผยแพร่ด้วย มีวิธีปรุงซูกิยากิสองแบบ คือแบบคันโตะ(แบบโตเกียวหรือภาคกลาง)และแบบคันไซ(แบบโอซากะหรือภาคเหนือ) ในแบบคันโตะนั้นซอสปรุงน้ำซุปต้องถูกปรุงสำเร็จเสียก่อน แต่ถ้าเป็นแบบคันไซจะต้องใช้ส่วนผสมของซอสมาปรุงไประหว่างรับประทาน เมื่อเกิดเเผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภาคกลางเมื่อปี1923 ประชากรย่านคันโตะต้องย้ายไปอาศัยในภาคเหนือชั่วคราว และได้ไปปรับตัวรับวิธีการปรุงซูกิยากิแบบคันไซที่นั่น เมื่อกลับมายังภาคกลางตามเดิมก็นำเอาวิธีการทำซูกิยากิแบบคันไซมาด้วยซึ่ง แพร่หลายไปยังที่ต่างๆของญี่ปุ่นและโลกในเวลาต่อมา


         ปัจจุบันนี้ซูกิยากิแพร่หลายไปทั่วโลก ในเมืองไทยนิยมเรียกด้วยสำเนียงไทยว่า"สุกี้ยากี้" หรือสุกี้เฉยๆประกอบด้วยส่วนผสมมากมาย ทั้งผัก เส้นก๋วยเตี๋ยว เห็ด อาหารทะเลและอื่นๆ ทั้งยังมีอาหารจีนเช่นเป็ดย่างและติ่มซำจำหน่ายในร้านสุกี้ด้วย วิธีกินสุกี้ของไทยแทบไม่ต่างจากในญี่ปุ่นถิ่นกำเนิดของมัน เพียงแต่น้ำจิ้มหรือซอสถูกปรุงให้เผ็ดร้อนตามสไตล์อาหารไทยเท่านั้น ร้านสุกี้ชื่อโคคาได้เปิดขึ้นเป็นร้านแรกในช่วงทศวรรษ1960 ที่สยามสแควร์เป็นสาขาแรกของกรุงเทพ อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สุกี้แพร่ความนิยมไปทั่วโลกก็คือเพลง"ซูกิยากิ"ของ นักร้องญี่ปุ่นผู้โด่งดังนามเคียว ซากาโมโตะนั่นเอง

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
http://www.pak-soi.com/
Continue Reading...

Tuesday, August 4, 2009

ร้าน Gustoso กุสโตโซ่

  ถ้ามีใครถามว่าชอบทานอาหารชาติไหนที่สุด หากไม่นับอาหารรสชาติจัดจ้านของพี่ไทยเรา อันดับแรกๆ ที่นึกถึงเลยก็คือ อาหารอิตาเลี่ยนค่ะ เพราะเป็นที่ยอมรับว่ามีรสชาติถูกปาก เป็นที่แพร่หลายรู้จักกันไปทั่วโลก แทบจะไม่มีใครไม่รู้จักพิซซ่ามักกะโรนี หรือสปาเก็ตตี้ เกริ่นมาขนาดนี้ คงพอเดาออกว่า We Recommend จะชวนคุณไปอร่อยกับเมนูอิตาเลี่ยนแน่นอน ถ้างั้นอย่าช้า ตามมาที่นี่เลย....




  Gustoso (กุสโตโซ่) ร้านอิตาเลียนในเครือ Pomodoro Group อยู่บนชั้น 7 ใน Central World Plaza ร้านตกแต่งสไตล์โมเดิร์น มีรูปแบบที่เรียบง่ายดูโปร่งโล่งด้วยเพดานสูง พื้นที่ถูกจัดแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกันค่ะ เริ่มตั้งแต่มุมโซฟาสีดำด้านหน้าร้าน
ถัดเข้ามาเป็นโซนที่แต่งด้วยโทนสีครีมสบายตา มีรูปถ่ายมุมสวยๆ กรุงเทพฯ ประดับผนังเพิ่มอารมณ์ความเป็นเมืองกรุง
 มีมุมให้นั่งจิบไวน์เพลินๆ และด้านในสุดเป็นโซนโซฟาเทอเรส มีโต๊ะและเก้าอี้ไม้ ให้เรานั่งชิลล์รับลมเย็นและชมวิวในมุมสูงได้ด้วย
ความหมายของคำว่า Gustoso แปลเป็นไทยคือ "อร่อย" เหมือนเป็นการยืนยันว่าทุกคนที่มาทานอาหารที่นี่ จะได้รับสัมผัสรสชาติความอร่อยของอาหารอิตาเลียน สไตล์ Homemade Cooking ที่ถูกปรุงแต่งด้วยวัตถุดิบและส่วนประกอบที่สด ใหม่ และมีคุณภาพ


เราเริ่มวอร์มอัพด้วย Rocket Salad Served with Grilled Italian Sausage(280 บาท) ร็อกเก็ตสลัดเสิร์ฟพร้อมไส้กรอกอิตาเลียนย่าง ราดน้ำสลัดบัลซามิคแบบครีมมี่เข้มข้น ตามด้วยพาสต้า Spaghetti with Rock Lobster & Tiger Prawn in Spicy Tomato Sauce (320 บาท) ที่มิกส์แอนด์แมต์เอาเส้นสปาเก็ตตี้ผัดกับซอสมะเขือเทศรสจัดใส่เนื้อกุ้งและกั้งสด

  ขึ้นชื่อว่าอาหารอิตาเลี่ยน ขาดไม่ได้เลยคือพิซซ่า แนะนำเมนูไฮไลท์อย่าง Pizza Chiara (320 บาท) พิซซ่าแป้งบางกรอบหน้าพาร์มาแฮม กุ้ง พาร์เมซาน ผักร็อกเก็ต และมอซซ่าเรลล่าชีส อร่อยไม่มีคำบรรยาย ต้องมาลองเองค่ะ ต่อด้วยเมนูเมนคอร์ส อย่าง Roasted Rack of Lamb with Sweet Pepper, Rosemary Sauce (650 บาท) เนื้อซี่โครงแกะอบโรสแมรี่ หอมนุ่มฉ่ำซอส ทานเคียงกับผักขมผัดเนย
และมันฝรั่งเนื้อเนียน ก่อนจะจบด้วยของหวานขึ้นชื่อ Tiramisu (180 บาท) ทีรามิสุครีมสดหวานมัน สลับกับแป้งเค้กละมุนลิ้น ออกรสเข้มข้นด้วยผงโกโก้หอมๆ โรยหน้า...ใครที่ยังไม่รู้หรือว่ายังไม่เชื่อ ว่าอาหารอิตาเลี่ยนอร่อยแค่ไหน ไว้ลองมาพิสูจน์กันที่นี่ได้

ที่ตั้ง : ชั้น 7, โซน Atrium, Central World Plaza ถ.ราชดำริ ปทุมวัน กรุงเทพฯ
โทร : 0-2646-1930-2
เปิดบริการ : ทุกวัน 11.00 - 22.00 น.
ราคาต่อท่าน(โดยประมาณ) : 400 - 600 บาท
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
http://travel.sanook.com/
Continue Reading...

Sunday, July 26, 2009

ตกแต่งอาหาร เปลี่ยนไส้กรอกธรรมดา ให้เป็นสัตว์น่ารักน่าหม่ำ



คลิปอาหาร ทำอาหาร เปลี่ยนไส้กรอก แบบธรรมดา ให้กลายเป็น สัตว์น่ารักน่าหม่ำ อาหารน่าทาน ไอเดีย จากญี่ปุ่นสุดเจ๋ง
ที่มา:http://play.kapook.com/vdo/show-76130
Continue Reading...

Thursday, July 23, 2009

สารกันบูดในเส้นก๋วยเตี๋ยว



ก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่มีลักษณะทำจากแป้งข้าวเจ้าที่ผ่านการล้าง น้ำนึ่งด้วยไอน้ำ อบให้หมาดแล้วนำไปตัดเป็นเส้นตามขนาดที่ต้องการ

โดยทั่วไปเห็นขายตามท้องตลาดมีทั้งเส้นหมี่ เส้นเล็ก เส้นใหญ่ บะหมี่ กวยจั๊บ และเซี่ยงไฮ้

หากทำเสร็จแล้วขายเลยเรียกว่าเส้นสด ซึ่งเก็บไว้ได้ไม่นานเพราะมีความชื้นสูง ทำให้อายุการเก็บรักษาสั้นประมาณ 4-5 วัน

เมื่อ เก็บได้ไม่นาน การกระจายสินค้าก็ไปได้ไม่ไกล ผลกำไรที่ได้ก็ไม่มาก สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการหันมาพึ่งสารเคมีเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา

หากรับประทานเส้นก๋วยเตี๋ยวเหล่านี้เข้าไป ผู้บริโภคอย่างเราอาจกลายเป็นถุงใส่สารเคมีเคลื่อนที่ได้

สาร กันบูด หากใส่เกินมาตรฐานอาจเป็นอันตรายแก่ร่างกายได้ เช่น สารกันบูดชื่อ กรดเบนโซอิก หากใน 1 วัน เรารับประทานอาหารอะไรที่มีสารชนิดนี้อยู่ไม่เกิน 500 มิลลิกรัม ตับ และไตสามารถกำจัดออกได้ทางปัสสาวะ

แต่ถ้าเกิน 500 มิลลิกรัม ทุกวัน ตับและไตจะทำงานหนัก และถ้ากำจัดออกไม่หมดก็จะสะสมในร่างกาย เสี่ยงต่อไตพิการได้

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้ใช้สารกันบูดทุกชนิดรวมกันได้ไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

วันนี้สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างเส้นก๋วยเตี๋ยวแต่ละชนิดเพื่อตรวจหาสารกันบูดตกค้าง 2 ชนิด

ผลวิเคราะห์เป็นอย่างไร พิจารณากันเองดังในตาราง

ทางที่ดีอย่ารับประทานบ่อยนัก และหลีกเลี่ยงการซื้อก๋วยเตี๋ยวเส้นสดที่ขายไม่หมดในวันต่อวัน เพื่อความปลอดภัย.


ไทยรัฐออนไลน์ โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 กรกฎาคม 2552, 05:00 น.
ที่มา:http://www.thairath.co.th/content/life/21537
Continue Reading...

Tuesday, July 21, 2009

คุ๊กกี้แสนสวย

เห็นแล้วกินไม่ลงเลยไช่ไหมล่ะ อิอิ

คุ๊กกี้แสนสวย
Continue Reading...

Monday, July 20, 2009

ส้มตำทอด เมนู'อีสานฟิวชั่นส์'



หลังจากที่ 'จานโปรด' เคยนำเสนออาหารตามภาค กับเมนู 'ข้าวยำปักษ์ใต้' ซึ่งเป็นอาหารประจำภาคใต้ที่หลายคนรู้จักกันดีไปแล้ว สัปดาห์นี้ 'จานโปรด' ขอข้ามมาฝั่งอีสานกันบ้าง กับเมนูที่มีชื่อว่า 'ส้มตำทอด' อาหารแนวฟิวชั่นส์ ที่สามารถทำรับประทานเองได้ง่ายๆ ที่บ้าน

แต่ก่อนที่จะลงมือเข้าครัว ก็ต้องไปดูเครื่องปรุงและส่วนผสมกันก่อนค่ะ

เครื่องปรุง-ส่วนผสม
- มะละกอขูดเป็นเส้น 2 ถ้วยตวง
- แครอทขูดเป็นเส้น 1 ถ้วยตวง
- แป้งสาลี 1 ถ้วยตวง
- กุ้งสดต้มสุก
- มะเขือเทศลูกเล็ก 3 ลูก
- ถั่วฝักยาว
- พริกขี้หนู
- กระเทียม
- ถั่วลิสงคั่ว ร่อนเปลือกออก
- กุ้งแห้ง
- น้ำตาลปี๊บ
- น้ำปลา
- น้ำมะขาม
- น้ำมันพืช

ลงมือเข้าครัว
1. นำแป้งสาลีมาผสมน้ำ คนให้เข้ากัน พักไว้
2. นำเส้นมะละกอและแครอทที่ขูดไว้แล้ว มาผสมกัน จากนั้นนำไปคลุกเคล้ากับแป้งที่ผสมน้ำเตรียมไว้
3. เทน้ำมันใส่กระทะ ตั้งไฟให้ร้อน จากนั้นหรี่เหลือไฟปานกลาง จับเส้นทะละกอและแครอทที่คลุกแป้งไว้ลงทอดให้เป็นแพ รอจนแป้งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง ตักขึ้น พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน
4. หันมาทำน้ำส้มตำกันบ้าง เริ่มจาก ใส่กระเทียม พริก ถั่วลิสง บุบพอแตก ตามด้วยมะเขือเทศลูกเล็กที่ฝานเป็นเสี้ยว ถั่วฝักยาว กุ้งแห้ง จากนั้นเติมน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ น้ำมะขาม ชิมรสตามชอบ
5. นำกุ้งสดที่ลวกไว้ไปคลุกเคล้ากับน้ำส้มตำที่เตรียมไว้
6. จัดเสิร์ฟ โดยนำน้ำส้มตำที่ปรุงเรียบร้อยแล้ว ราดไปบนเส้นมะละกอทอด หรือหากยังไม่ทานทันที จะจัดเสิร์ฟแยกกันก็ไม่แปลก
ที่มา:http://www.dailynews.co.th/
Continue Reading...

ทำอย่างไร..ถ้าไม่อยากกินมื้อดึก


มื้อดึกเป็นมื้อที่ไม่มีความจำเป็นกับร่าง กายเลย แต่สำหรับสาวๆ ที่ลดความอ้วนมาทั้งวัน มันเป็นมื้อที่ห้ามใจได้ยากเย็นแสนเข็นที่สุด แต่ถ้าทำตามวิธีนี้ มื้อดึกวันไหนๆ ก็ทำอะไรไม่ได้


1. หยุดตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ไม่มีการเริ่มต้นก็ไม่มีการสานต่อ ลองเอากระดาษกับปากกามาจดดูซิว่าอะไรบ้างที่ทำให้คุณอยากกินในตอนกลางคืน เช่น เห็นโฆษณาอาหารในทีวี การไม่มีอะไรจะทำ หรือการนอนไม่หลับ จากนั้นก็หาทางแก้ปัญหาเป็นเปลาะๆ ไป อย่างพอเห็นโฆษณาก็รีบเปลี่ยน นั่งฟังเพลงแทนการดูทีวี หรือนั่งสมาธิจะได้นอนหลับสนิท

2. ฆ่าความอยากอาหาร วิธีกำจัดความอยากอาหารที่ง่ายที่สุดคือให้ทำตัวกระปรี้กระเปร่าเข้าไว้ เพราะเวลาที่เรากินอาหารสมองจะหลั่งสารโดพามินออกมา ทำให้เกิดความพอใจในการกิน ก็เลยกินเกินขนาดหรืออยากกินอยู่เรื่อยๆ แต่การออกกำลังจะทำให้สารโดพามินหมดไป จึงไม่นึกอยากกินอะไร ในตอนกลางคืนสาวๆ อาจจะไม่ต้องลุกขึ้นมาออกกำลัง แค่เดินไปเดินมาทำตัวให้กระฉับกระเฉงเข้าไว้ก็ช่วยกำจัดความอยากได้แล้ว

3. กินของโปรดซะบ้าง หลักการไดเอทที่ถูกต้องคือต้องไม่โหดกับตัวเองมากเกินไป ควรจะปล่อยให้ตัวเองได้ทานของโปรดบ้างประมาณอาทิตย์ละครั้ง จะช่วยให้ความอยากกินลดลงไปได้ แต่ถ้าทำตัวอดอยากปากแห้งมากๆ ตอนกลางคืนนี่ล่ะจะเป็นเวลาที่คุณห้ามใจไม่ไหวจนต้องโทร.สั่งพิซซ่ามาส่งถึง บ้าน

4. เตรียมตัวช่วยเอาไว้ ถ้าสู้มาทุกทางความอยากกินมื้อดึกก็ยังไม่ยอมแพ้ งั้นก็ต้องตุนอาหารที่ไม่ทำให้อ้วนเอาไว้เป็นผู้ช่วย เช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำ ถั่วต้ม แอปเปิ้ล สลัดผัก อย่างนี้ถึงจะมีอะไรเคี้ยว แต่ร่างกายก็ไม่มีไขมันเข้าไปกวนใจ

ที่มา:women.thaiza.com/
Continue Reading...

อาหารแก้โรคอ้วน นำขบวนด้วยสเต๊ก ไข่ แอปเปิ้ลและโยเกิร์ต

หลังพบว่า โปรตีนจากเนื้อจะช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อต่างๆ ขณะที่ ไข่ขาวและไข่แดง กินได้ไม่เป็นภัยกับหัวใจ และ แอปเปิ้บยังช่วยให้อิ่มนาน เพราะมีกากใยถึง 4-5 กรัมต่อลูก...

เปิดเผยพวกยอดอาหาร จากการศึกษาพบว่า ซึ่งนอกจากไม่ทำให้อ้วนแล้ว ยังช่วยให้น้ำหนักลดลงด้วย

มัน อาจจะก่อความผิดคาดขึ้นบ้าง เมื่อยอดอาหารนำขบวนโดยสเต๊กเนื้อ ซึ่งวารสารวิชาการ "โภชนาการบำบัดอเมริกัน" เปิดเผยว่า มันทำให้น้ำหนักลดได้มากกว่า การบริโภคอย่างอื่น แต่จำกัดเนื้อสัตว์ ทั้งนี้ เนื่องจากโปรตีนในสเต๊กจะช่วยรักษามวลของกล้ามเนื้อต่างๆ ระหว่างที่น้ำหนักลดเอาไว้ให้

ไข่ เป็นยอดอาหารอีกอย่างหนึ่ง ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยรัฐหลุยเซียนา ของสหรัฐฯ แนะนำให้สวาปามทั้งไข่ขาวและไข่แดง ไข่ไม่เป็นภัยกับหัวใจ และยังช่วยลดพุงด้วย เคยมีผู้พยายามลดน้ำหนักกินไข่กับขนมปัง และเยลลี่ เป็นอาหารเช้า ลดน้ำหนักได้ มากกว่าผู้ที่กินขนมปังกับอย่างอื่น ที่ให้ปริมาณแคลอรีมากเท่าๆกัน แต่งดไข่ถึง 2 เท่า

ผลแอปเปิ้ล มหาวิทยาลัยเพนน์ สเตท ศึกษาพบว่า ผู้ที่กัดแอปเปิ้ลกินเคี้ยวกร้วมๆ รองท้องก่อนที่จะกินพาสต้า จะกินอาหารได้น้อยกว่าเพื่อนที่กินอย่างอื่นไปก่อน แอปเปิ้ลแต่ละลูกจะให้กากใยมากระหว่าง 4-5 กรัม จึงทำให้อิ่มทน ทั้งยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันโรคอันเกิดจากระบบเผาผลาญ อาหารของร่างกายด้วย ซึ่งทำให้พุงออกได้ง่าย

นอกจากนั้น ยังได้แก่ พริก โยเกิร์ต ถั่วแขกชนิดเม็ดแดงและเหลือง ผลอโวคาโด เนยแข็งอิตาลี และน้ำมันมะกอก.

ที่มา:ไทยรัฐออนไลน์ โดย ทีมข่าววิทยาการ 21 กรกฎาคม 2552, 05:30 น.
Continue Reading...

Sunday, July 19, 2009

คอกเทลกุ้ง น่ากินมาก

คอกเทลกุ้ง

คอกเทลกุ้ง สไตล์ตามใจตัวเอง
กุ้ง ตัวขนาดกลาง เด็ดหัวเเล้ว 9 ตัว
ปาริก้าเเดง 3 ลูก
สลัดเขียว หั่นฝอย 1 ถ้วย(ประมาณ 2-3 กำมือใหญ่ๆ)
มายองเนส 5 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/2 ช้อนชา
พริกไทย1/2ช้อนชา
ครีมเฟรช 2 ช้อนโต๊ะ
ไวน์ขาว ชนิดใดก็ได้ 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับใส่ตอนต้มกุ้ง เเละอีก 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับใส่นำ้สลัด





ปาริก้าเเดง ผ่าครึ่งเอาเม็ดออกให้หมด เรียงใส่ในถาดอบ นำเข้าเตาอบ (ที่วอร์มเตาไว้ก่อนเเล้ว 200 c) อบนาน 20 นาที





ครบ 20 นาทีเเล้ว นำออกจากเตา



หยิบมาวาง บนเขียง เเล้ว นำฟอร์มสำหรัีบกดเค้ก ก้อนเล็ก หรือเรียกว่าพิมพ์วงเเหวนคับ ไม่เเน่ใจ
กดลงไปบนปาริก้า ให้ได้เล็กกว่าพิมพ์เล็กน้อย กดให้หมดทุกชิ้นเลยค่ะ ปาริก้าครึ่งหนึ่ง จะได้กดได้เเค่1 ครั้ง





ผม ไม่มีพิมพ์วงเเหวนอันเล็กที่ว่ามา เลยใช้ฟอร์มสำหรับทำเค้ก เเล้วมาม้วนให้เล็กเอาคับ ถ้าใครไม่มีเเบบนี้ น่าจะหาขวดพลาสติกเล็กๆ สะอาดๆ ตัดหัวท้ายเอาก็ได้ ความสูงประมาณ 3 นิ้ว

**********************
ตัดเเล้ว จะได้เเบบนี้นะคับ



ตัดครบเเล้วพักไว้ก่อน

********************
จากนั้น นำกุ้ง ( มาราตีใช้เเบบเเช่เเข็งเน้อ ) มาล้างให้สะอาด นำไปต้ม (กุ้งยังไม่เเกะ) กับน้ำเเละ ใส่ไวน์ขาวไปด้วย สัก 2 ช้อนโต๊ะ
เพื่อความหอม

ต้มน้ำเดือด ไม่ต้องเมินล้ำ(ไม่ต้องนาน) เเค่พอกุ้งเริ่มสุก ปิดไฟ ยกลง เลย เเล้วเทน้ำออก ปอกกุ้งพักไว้



ต่อมาทำน้ำสลัดกัน

เตรียมภาชนะมา1ใบ ใส่มายองเนสลงไป




เยอะๆเลย จะได้อ้วนเร็วๆ ฮิๆๆ



ใส่เกลือ พริกไทย เเละ ครีมเฟรช (sour cream )



ตามด้วยไวน์ขาว



คนให้เข้ากันดี



สลัดเขียว เตรียมล้างให้สะอาด เเล้วนำไปหั่นฝอย





เเล้วนำสลัดที่หั่นได้เเล้ว ใส่ในถ้วยครีมสลัดที่ทำไว้เมื่อกี้



คนๆ ผสมให้เข้ากันดี



สลัดกับครีมเข้ากันดีเเล้ว



เตรียมเเต่งตัวให้คอกเทลกันเลยค่ะ

นำปาริก้า ที่กดไว้เมื่อกี้ ใส่ลงไปในฟอร์ม จับปาริก้าให้หงายขึ้น
( ฟอร์มที่เราใช้กดปาริก้านั้นเเหละ) วางในจานที่เราจะใช้เลย เพราะ เดี๋ยวจะเคลื่อนย้ายยาก



จากนั้น ตักสลัดใส่ลงไปอัดให้เเน่น เเต่อย่าให้เต็มน่ะคะ่ ให้เหลือขอบไว้ ประมาณ 1 เซ็นติเมตร



เมื่อใส่สลัดจนเเน่นดีเเล้ว หยิบปาริก้าอีกชิ้น วางทับด้านบนสุด





เมื่อใส่ปาริก้า ชิ้นที่สองวางทับบนเเล้ว ค่อยๆยกพิมพ์ออก จากนั้น หยิบกุ้ง มาวางบนปาริก้า สามตัว
วาง สลับหัว หาง กันสองตัว อีกตัว ตั้งตรงด้านบนเลย



เสร็จเเล้วค้า เชิญอร่อยกันเลยน้าคร้าบ



จาก มาราตี Bloggang.com
Continue Reading...

Saturday, July 18, 2009

“ไก่ทอดตะไคร้”อร่อยต้านไข้หวัด 2009

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2552 16:26 น.



ช่วงนี้กระแสไข้หวัดใหญ่ 2009 กำลังเป็นที่สนใจในบ้านเราเป็นอย่างมาก เพราะเริ่มมีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นหากใครที่กลัวว่าจะติดเชื้อไข้หวัด 2009 มื้อนี้ “กุ๊กเล็ก” มีเมนูเด็ดที่ช่วยต้านทานโรคไข้หวัดมาฝาก เพราะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญออกมาบอกว่าสมุนไพรไทยของเรานั้น สามารถช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคไข้หวัดได้ ไม่ว่าจะเป็น กระเทียม หอมแดง หอมใหญ่ ขิง ข่า ตะไคร้ กะเพรา ฯลฯ

ดังนั้นเมนูเด็ดในมื้อนี้ เราเลยขอนำเสนอเมนูที่มีชื่อว่า “ไก่ทอดตะไคร้” ที่มากมายไปด้วยคุณค่าสมุนไพร กินแล้วต้านไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้เป็นอย่างดี

ส่วนผสมมีดังนี้

สะโพกไก่ 2 ชิ้น
ซีอิ้วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยป่น ½ ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น ½ ช้อนโต๊ะ
ตะไคร้ซอย 3 ต้น
พริกไทยอ่อน 3 พวง
ใบมะกรูด 10 ใบ
น้ำมันพืชสำหรับทอดไก่ 3 ถ้วย

วิธีการทำเริ่มจากนำไก่ไปล้างให้สะอาดแล้วนำมาสับเป็นชิ้นๆ พอดีคำ และนำมาหมักด้วยเกลือป่น พริกไทยป่น ซีอิ้วขาว คลุกเคล้าให้เข้ากันหมักทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง

ทีนี้หันมาตั้งกระทะใส่น้ำมัน พอร้อนแล้วให้นำตะไคร้ที่ซอยไว้ลงไปทอดจนเหลืองกรอบ แล้วตักขึ้นมาพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน และก็นำพริกไทยอ่อน กับใบมะกรูดลงไปทอดเช่นกัน แล้วตักขึ้นมาพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน

จากนั้นก็นำไก่ที่หมักไว้แล้วนั้นลงไปทอดในน้ำมัน ทอดจนไก่สุกเหลืองกรอบ ตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำมัน แล้วก็นำตะไคร้ พริกไทยอ่อน และใบมะกรูดมาโรยหน้า ก็จะได้อร่อยกับ “ไก่ทอดตะไคร้” เคี้ยวกรุบกรอบเพลินปาก

ที่มา:manager.co.th

Continue Reading...

ย่าง : จิ้มจุ่มโคขุนโพนยางคำ



ที่ วิภาวดี ซอย 7

หากในวงสนทนาของกลุ่มคนรักการทานเนื้อ จะถกประเด็นการทานเนื้อขึ้นมา รับรองได้ว่าเนื้อโคขุนโพนยางคำ ต้องเป็นหัวข้อความอร่อย ที่คนที่ลิ้มรสชาติต้องบอกคุณสมบัติความอร่อยกันแบบปากต่อปาก จนทำให้ร้านโคขุนโพนยางคำ ผุดขึ้นมารองรับความอร่อยทั่วทุกมุมเมืองกันไปแล้ว

สำหรับคนทำงานหรือคนที่อาศัยย่านวิภาวดี ที่ชอบการทานเนื้อ ไม่ต้องเสียเวลาขับรถไปทานนอกเขตเพราะตอนนี้มี ร้านโคขุนโพนยางคำ @ วิภาวดี ซอย 7 เปิดขึ้นมารองรับความสุขในการทานเนื้อตั้งแต่วันจันทร์-เสาร์ เวลา17.00-23.00 น.
ร้านหาไม่ยาก มีป้ายโชว์หรา ในพื้นที่เดียวกับ เดอะ คัลเลอร์ ทำเลที่อยู่ติดกับตึกสำนักงานบริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด หรือ บางกอกแอร์เวย์ส ริมถนนวิภาวดี ร้านนี้หาที่จอดรถสะดวก ขับรถเลี้ยวเข้าซอยวิภาวดี 7 ขับตรงมาเรื่อยแล้วเลี้ยวขวา ไปจอดข้างหลังตึกบางกอกแอร์เวย์สแล้วเดินทะลุเข้ามาที่ร้านได้เลย

ก่อนสัมผัสเนื้ออร่อยลิ้น แม่พลอยพอรู้ที่มาของเนื้อโคขุนโพนยางคำแบบคร่าว ๆ ว่า เป็นเนื้อวัวลูกผสมไทย-ฝรั่งเศส เลี้ยงกันในกลุ่มสหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลางโพนยางคำ จังหวัดสกลนคร เนื้อวัว เด่นตรงที่มีไขมันต่ำ เนื้อนุ่ม เพราะเป็นเนื้อวัวลูกผสมระหว่างพ่อพันธุ์ยุโรปคือ พันธุ์ชาโรเล่ส์ และพันธุ์ชิมเมนทอล กับแม่พันธุ์ เป็นโคลูกผสมพันธุ์พื้นเมืองที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศและพันธุ์บราห์มัน ที่มีโครงสร้างใหญ่
      
เฉพาะที่มาน่าสนใจ ยิ่งเห็นเนื้อในจาน คนชอบทานเนื้อไม่อาจยั้งใจอยู่ ใครชอบเนื้อย่าง ขอแนะนำเมนูกระทะร้อน ที่ใช้เนยมาทาทั่วกระทะสี่เหลี่ยมใบขนาดกะทัดรัดน่ารัก ให้มันหอมกรุ่น จากนั้นต้องสั่งเนื้อโคขุนโพนยางคำ ที่นิยมอันดับต้น ๆ คือ เนื้อใบพาย สไลด์ เป็นเนื้อลำตัวส่วนหน้า มีไขมันแทรกในเนื้อเยอะลายละเอียด สีสวย รองลงมาเป็นเนื้อน่องลายสไลด์ ส่วนขาหน้า มีเอ็นเล็ก ๆ แทรกในกล้ามเนื้อ เวลาย่าง กลิ่นหอมเคี้ยวหนึบ ๆ  กรุบ ๆ
   
เด็ดสุด ถูกใจสุด ขอยกให้เป็นเนื้อสันใน ส่วนที่นุ่มและดีสุด เนื้อโดนไฟย่างสุกแบบพอดี เคี้ยวนุ่มเนียนลิ้นเหลือเกิน เนื้อหนอก ที่อยู่ในลำตัวหน้า มีไขมันแทรก ย่างบนกระทะร้อน หอม และรสชาติออกมันดี ส่วนเนื้อจีหมักด้วยซอสและเครื่องปรุงต่าง ๆ ถูกหั่นมาเป็นลูกเต๋าพอดีคำ พอย่างบนกระทะร้อน หอม นุ่มไม่แพ้กับเนื้อส่วนอื่น ยิ่งจิ้มน้ำจิ้มแจ่วออกเผ็ด เปรี้ยว หวานนิด เค็มหน่อย กลมกล่อมครบทุกรส ยิ่งติดใจ ลิ้นไม่คุ้นเคย รสเผ็ด มีน้ำจิ้มแจ่วรสหวานจัดบริการเสริมให้
   
ย่างเนื้อเข้าปากเพลิน ๆ หอมทั้งกลิ่นเนยบวกเนื้อโคขุนโพนยางคำ มีสิ่งหนึ่งที่ไม่อยากให้มองข้ามนั่นคือขั้นตอนการย่างเนื้อ อย่าเมาท์เพลิน จนลืมพลิกเนื้อ ไม่อย่างนั้น เนื้อแห้งเกรียม เสียรสชาติแน่นอน เคล็ดลับที่ได้รับการบอกต่อ ๆ กันมาคือ เวลาย่างบนกระทะร้อนให้นับเวลาย่างเป็นวินาทีสัก 2-3 วินาที แล้วพลิกกลับใหม่อีกข้าง เริ่มนับใหม่อีกครั้ง แล้วค่อยนำเนื้อออกจากกระทะร้อนไปจิ้มทานกับน้ำจิ้มแจ่วจะได้รสชาติเนื้อหอม หวาน นุ่มอร่อย
   
เนื้อร้อนที่ย่างบนกระทะร้อน แทบจะทุกประเภทและทุกส่วนของเนื้อโคขุนโพนยางคำ ยืนยันได้ว่ารสชาติดี นุ่มโดนลิ้น ไม่เหนียวหนืด ใครที่ไม่ทานเนื้อ มีเนื้อหมูหมักน้ำมันงาและเบคอนสไลด์มาให้เลือกย่างบนกระทะร้อนเช่นกัน ไม่นิยมเมนูย่างบนกระทะร้อน ขอแนะนำเมนู จิ้มจุ่มจะเลือกเอาเนื้อโคขุนโพนยางคำ หรือหมู มาจิ้มจุ่มในน้ำซุปร้อน รสหวานกลมกล่อม ที่มีเบื้องหลังความอร่อย ใช้กระดูกหมูส่วนที่เรียกว่า “เล้ง” ใส่ตั้งแต่น้ำยังไม่เดือด เพื่อให้ได้ความหวานและเติมความหวานเพิ่มขึ้นด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ส่วนกลิ่นและรสชาติน้ำซุปหอมกลมกล่อมมากขึ้นด้วยตะไคร้ ใบมะกรูด หัวหอมแดง รากผักชี หัวไชเท้า เห็ดหอม เกลือและซีอิ๊ว
   
ช่วงนี้ที่ ร้านโคขุนโพนยางคำ @ วิภาวดี ซอย 7 มีโปรโมชั่นพิเศษ สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ ด้วยทำเลที่ตั้งของร้าน มีร้านอาหารหลายร้านให้เลือกอร่อย ใครนึกอยากทานอาหารจานเดียว ลองสั่ง ไก่นาทอดเกลือ มะกะโรนีขี้เมาและข้าวผัดปลาสลิด ของร้าน น็อท โซ ชาย มาทานร่วมโต๊ะกับเพื่อนฝูงก็ได้ อาหารหน้าตาดี รสชาติใช้ได้.
http://www.dailynews.co.th/content/images/0907/18/page23/eat1.jpg
http://www.dailynews.co.th/content/images/0907/18/page23/eat2.jpg

ที่มา:dailynews.co.th วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม 2552 เวลา 0:02 น

Continue Reading...

Thursday, July 16, 2009

มาทำผัดวุ้นเส้นแบบ เกาหลี ทานกันดีกว่า!!!



ผัดวุ้นเส้นจานนี้เรียกว่า ฉับเช ค่ะ

เป็นผัดวุ้นเส้นแบบ เกาหลี อร่อยมาก

สูตรนี้เพื่อนเกาหลีสอนให้ เมื่อไม่นานมานี้

ลองทำกันดู ง่ายๆใช่เวลาไม่นานค่ะ

วิธีทำ

ส่วนผสม



1. วุ้นเส้นเกาหลี ...............................................................1 ห่อ

2. แครอท.........................................................................1/2 ลูก

3. หัวหอมใหญ่..................................................................1 ลูก

4. แตงกวา .......................................................................2 ลูก

5. พริกหวาน(สีอะไรก็ได้ เพื่อเพิ่มสีสันค่ะ)............................1 ลูก

6. งาขาว.............................................................สำหรับโรยหน้าค่ะ

*7. เห็ดหูหนู.....................................................(ใส่ก็ได้นะ แต่เราไม่ชอบอ่ะ ^^")



เครื่องปรุง



1. ซีอิ๋วเกาหลี (ก็ประมาณ "โชยุ" ของญี่ปุ่นอ่ะค่ะ)

2. น้ำตาล

3. น้ำมันงา



วิธีทำ

1. นำ วุ้นเส้นเกาหลี (เส้นจะใหญ่หน่อยนะค่ะ) มาแช่น้ำอุ่นประมาณ 15 นาที

2. ระหว่างรอก็นำผักทั้งหมดมาล้าง แล้ว หั่นเป็น เส้นๆ ยาวๆ ทิ้งไว้

3. พอตัววุ้นเส้นเริ่มจะนิ่มก็นำมาลวกนำร้อนประมาณ 3-4 นาที แล้วนำขึ้นพักไว้

4. ตั้งกระทะให้ร้อน แล้วนำหอมใหญ่กับแครอทลงไปผัดกับน้ำมันงา ดูให้พอสุกนิดๆ หรือหอมใหญ่เริ่มใส ค่อยใส่ผักที่เหลือลงไปผัดด้วยกันทั้งหมด

5. พอผักเริ่มสุกทั่วถึงกัน ก็ปรุงรสด้วย ซีอิ๋วเกาหลี และน้ำตาล ชิมดูตามใจชอบ แต่ถ้าเป็นของเกาหลีรสจะไม่จัดมาก ประมาณว่าเกือบจืด แต่ถ้าเป็นคนไทยอาจจะชอบรสที่เข้มข้น เอาเป็นว่าปรุงกันตามที่ชอบนะค่ะ

6. พอน้ำของผักออกมาปนกับซอสที่ปรุง ให้นำวุ้นเส้นใส่ลงไป แล้วผัดให้ซอส ซึมเข้าไปในตัววุ้นเส้นค่ะ

7. ถ้าวุ้นเส้นผัดยากและติดกัน แนะนำให้เติมน้ำมันงาลงไปนิดหน่อย เพื่อจะช่วยให้ผัดง่ายขึ้นค่ะ

8. เมื่อวุ้นเส้นดูดน้ำซอสดีแล้ว ก็ดับไฟ ตักวุ้นเส้นใส่จาน แล้วโรยหน้าด้วยงาขาว เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จค่ะ

ที่มา:showoff.yenta4
............................................................
Continue Reading...

Wednesday, July 15, 2009

ร้าน โอ บอง แปง


สัปดาห์นี้เป็นอีกช่วงที่หลายคนแฮปปี้กับ Long Weekend ที่มีวันหยุดยาวได้แพ็คกระเป๋าออกเดินทางเที่ยวกันให้ชุ่มปอด We Recommend เองก็นัดกับแก๊งค์เพื่อนว่าจะไปเที่ยวชมความสวยงามรอบเกาะรัตนโกสินทร์กับวัดพระแก้ว

ในวันหยุดนี้เช่น ซึ่งเราได้ร้าน Au Bon Pain บนถนนหน้าพระลาน เป็นจุดนัดพบและเติมพลังกันก่อน ที่สำคัญร้านนี้มีความพิเศษจนเราอยากบอกต่อค่ะ

โอ บอง แปง สาขาหน้าพระลาน ตั้งอยู่ในร้านหนังสือกรมศิลปากร เป็นตึกแถวเก่าบนถนนหน้าพระลาน สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ลักษณะ ตัวร้านยังคงโครงสร้าง ภายนอกอาคารไว้ตามเดิม แต่ภายในตกแต่งใหม่ด้วยสไตล์ Colonial ผนวกกับ ความเป็น Modern Oriental

ที่มีกลิ่นอายความเป็นไทยผสมผสานอยู่ เน้นความโปร่งสบาย ประดับด้วยหนังสือเก่าหายาก งานประณีตศิลป์ของช่างสิบหมู่ในตู้โชว์ กระจกใสและภาพจำลองผลงานของศิลปินแห่งชาติ

อย่างที่รู้กันว่าจุดเด่นของ โอ บอง แปง อยู่ที่แซนด์วิชต้นตำรับ เครื่องดื่มเบเกอรี่ ซุป และสลัดเพื่อสุขภาพ ซึ่งทุกเมนูจะเป็น Trans Fat ดีต่อสุขภาพ มาดูเมนู Recommend ของเรากันค่ะ เริ่มที่...



Bagel Egg & Bacon Sandwich (70 บาท) เบเกิลแซนด์วิชไข่ดาวและเบคอน, ABP Steak Sandwich (130 บาท) แซนด์วิชเอบีพีสเต็กกับสวิสชีส รัสเซี่ยน-เดรสซิ่ง และขนมปังซอฟท์โรล, California Chicken Sandwich (110 บาท) แซนด์วิชไก่อบพริกไทย สวิสชีส เบอร์เนสซอส กับขนมปังธัญพืช

Salmon Wasabi Bagel (120 บาท) มีแซลมอนรมควัน ครีมชีสกระเทียม วาซาบิและมายองเนส, Smoked Chicken Club Sandwich (130 บาท) คลับแซนด์วิชไก่รมควัน กับเบคอน เชดด้าชีส ซอสเบอร์เนส, Chicken Caesar Wrap (80 บาท) ไก่อบพริกไทยพร้อมพาร์เมซานชีส ผักกาดหอม น้ำสลัดซีซาร์ ห่อด้วยแป้งทอร์ทิยา, Korean Chicken Sandwich (110 บาท) แซนด์วิชไก่สไตล์เกาหลีพร้อมผักกิมจิ

ยังมีเบเกอรี่ให้อร่อยกันต่อ อาทิ Chocolate Croissants (50 บาท) ช็อกโกแลตครัวซองต์เนื้อนุ่ม สอดไส้ช็อกโกแลตเต็มคำ, Coconut Muffin (47 บาท) มัฟฟินไส้มะพร้าวกับครีมชีส โรยหน้าด้วยมะพร้าวอบหอมกรุ่น

สำหรับเครื่องดื่ม แนะนำ Cappuccino (70 บาท) กาแฟคาปูชิโน่ร้อนรสเข้มหอมนุ่มฟองนม หรือแก้วเย็นฉ่ำอย่าง Strawberry Smoothie (85 บาท)สตรอเบอร์รี่สดปั่นหวานชื่นใจ, Organic English Breakfas Tea (45 บาท) ชาเย็นกลิ่มหอมสดชื่นได้รสเปรี้ยวมะนาว และสุดท้าย Frozen Espresso with Chocolate Chip & Nut (110 บาท) กาแฟเอสเพรสโซ่ปั่นผสมช็อกโกแลตชิพ ท็อปปิ้งด้วยวิปครีมหอมมัน

ใครมีแพลนจะมาเที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์หรือวัดพระแก้ว อย่าลืมแวะมาเติมพลังกันก่อนได้ที่ Au Bon Pain หน้าพระลาน จุดนัดพบใหม่แห่งเกาะรัตนโกสินทร์



ที่ตั้ง: ถนนหน้าพระลาน (ร้านหนังสือกรมศิลปากรเก่า) ตรงข้ามทางเข้าประตูใหญ่วัดพระแก้ว
โทร : 0-2226-1342-3
เปิดบริการ : ทุกวัน 07.00 - 19.00 น.
ราคาต่อท่าน(โดยประมาณ) : 150 บาท

ที่มา:travel.sanook.com

...................................................................
Continue Reading...

Monday, July 13, 2009

ไข่กุ๊กกิ๊ก


ส่วนผสม

เต้าหู้แข็ง 3 แผ่น
ไขไก่ 6 ฟอง
แครอทหั่นฝอย 1/2 ถ้วยตวง
หัวไชเท้าหั่นฝอย 1/2 ถ้วยตวง
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

1. แบ่ง ครึ่งเต้าหู้ตามทางกว้าง 1 แผ่น เป็น 2 ชิ้น พักให้แห้ง

2. ตั้งกระทะทอดเต้าหู้ให้พอง พักให้สะเด็ดน้ำมัน และเย็น

3. ผสมซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย เกลือ คนให้ละลาย นำไปคลุกกับแครอทและหัวไชเท้า

4. ผ่าเต้าหู้ที่ทอดไว้ด้านหนึ่งให้มีลักษณะเป็นถุง ใส่ผักรองด้านล่างตอกไข่ใส่ถุงละ 1 ฟอง ใช้ไม้กลัดปิดปากด้านบน

5. วางถุงไข่ในถ้วย นำไปนึ่งไฟแรงประมาณ 15 นาทีหรือ จนสุก

ที่มา:article.numsai.com/
............................................................
Continue Reading...

Sunday, July 12, 2009

ต้มซุปเปอร์



เป็น ต้มยำแนวใหม่ที่ให้รสชาตินุ่มนวล มีกลิ่นและรสเค็มจากซีอิ๊วญี่ปุ่นผสมผสานกับน้ำมะนาว และรสเผ็ดบางๆ ของพริกขี้หนูสวน รับประทานแล้วไม่ต่างกับต้มยำแบบดั้งเดิม หลายคนเรียกว่า “ ต้มยำซูเปอร์ ” หรือ “ ต้มซุปเปอร์ ” เป็นที่นิยมกันมากขณะนี้


ส่วนผสม

ปีกไก่, ตีนไก่.......................................... 1 กิโลกรัม
ตะไคร้บุบพอแตกหั่นเป็นท่อน................ 4 ตัน
ใบมะกรูดฉีก....................................... 5-6 ใบ
ข่าแก่บุบพอแตกหั้นเป็นแว่น................ 10 แว่น
หอมแดงแกะเปลือกบุบพอแตก.......... 4-5 หัว
พริกขี้หนูสวนบุบพอแตก................. 20-25 เม็ด
ซีอิ๊วญี่ปุ่น..................................... ..... 200 มิลลิลิตร
น้ำมะนาว
ผักชีซอยหยาบ
น้ำเปล่า

*** หมายเหตุ : ปีกไก่, ตีนไก่... ใช้ส่วนที่เป็นปีกล่าง ปีกบน หน้าแข้ง ข้อและตีนไก่ จะเลือกส่วนใดส่วนหนึ่งหรือจะคละกันก็ได้ นำไปล้างน้ำให้สะอาด

วิธีทำ

1. นำปีกไก่ตีนไก่ที่ล้างสะอาดแล้วลงหม้อใส่น้ำเปล่าให้ ท่วมราวเท่าครึ่ง ตั้งไฟเร่งไฟให้แรงจนเดือดช้อนฟองออก เคี่ยวไฟแรงราว 20 นาที ถ้าน้ำลดเติมและรักษาระดับให้เท่าเดิม หลังจากนั้นเคี่ยวไฟอ่อนๆ พร้อมใส่ตระไคร้ ใบมะกรูด ข่า หอมแดง ใช้เวลาเคี่ยวราว 40 นาที หรือจนปีกไก่ ตีนไก่เปื่อย ถ้าน้ำลดให้เติมและรักษาระดับไว้

2. เมื่อได้ปีกไก่ ตีนไก่แล้ว ตักและช้อนตะไคร้ ใบมะกรูด ข่า หอมแดงออก เหลือแต่น้ำซุปกับปีกไก่ ตีนไก่

3. ใส่ซีอิ๊วญี่ปุ่นลงไป เคี่ยวต่อด้วยไฟปานกลางราว 5 นาที จากนั้นใส่พริกขี้หนูสวนปรุงรสด้วยน้ำมะนาว ให้รสเปรี้ยวนำเค็มตาม รสจะจัดมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความต้องการของ ท่าน ตักลงชามโรยผักชีซอยพร้อมเสิร์ฟค่ะ




............................................................
Continue Reading...

สเต็กปลาแซลมอน



สเต็กปลาแซลมอน

ส่วนผสม

1. ปลาแซลมอน 2 ชิ้น 400 กรัม
2. เนยละลาย 1/3 ถ้วย
3. วู้สเตอร์ซอส 1 ช้อนชา
4. แป้งสาลี
5. พริกไทย
6. หัวหอมสับ 2 ช้อนโต๊ะ
7. ปาปริก้า 1/2 ช้อนชา
8. น้ำสต็อค 1/2 ถ้วย
9. เกลือ ผักต้มต่างๆ เช่น แครอท ถั่วแขก ถั่วลันเตา มันฝรั่ง มะเขือเทศ

วิธีทำ

1. ล้างปลาแล้วผึ่งไว้
2. ผสม เนย เกลือ วู้สเตอร์ซอส หัวหอมสับ ปาปริก้า คนให้เข้ากัน ทาบนตัวปลา นำเข้าเตาอบ ไฟ 200 องศาเซลเซียส 20 นาที หมั่นทาน้ำที่ผสมไว้จนดูเหลือง
3. เสิร์ฟพร้อมกับน้ำเกรวี่มันฝรั่งบด ผักต้ม ผักสดต่างๆ

น้ำเกรวี่ ผัดเนยกับหัวหอมใส่น้ำสต็อค เกลือ พริกไทย แป้งสาลี คนพอข้น ราดบนตัวปลา


ขอบคุณบทความจาก : หนังสือ กินไม่อ้วน

............................................................
Continue Reading...

Wednesday, July 8, 2009

ประโยชน์ของแคนตาลูป


ใครที่ชอบทานผลไม้โดยเฉพาะแคนตาลูป แล้วรู้ถึงประโยชน์ของแคนตาลูปกันหรือไม่? วันนี้มีเรื่องนี้มาบอกกันค่ะ....




แคนตาลูปเป็นผลไม้ที่มีรูปร่าง ลักษณะคล้ายผลแตงไทย แต่จะแตกต่างกันตรงที่เปลือกนอกของแคนตาลูปจะค่อนข้างแข็ง และมีเนื้อในขาวนวลกว่า รวมทั้งรสชาติจะหวานกรอบ ไม่นิ่มเหมือนแตงไทย นิยมรับประทานสด ทำเป็นสลัด น้ำผลไม้ และของหวานบางชนิด



แคนตาลูป จัดเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หลาย ๆ คนอาจไม่เคยทราบเลยว่า เนื้อแคนตาลูปนั้นมีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา มีวิตามินซี ที่ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน และมีแคลเซียม ที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน นอกจากนี้ยังมีความหวานของน้ำตาลธรรมชาติ รวมถึงสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมายด้วย



รู้อย่างนี้แล้ว หันมาทานแคนตาลูปกันดีกว่า จะได้มีสุขภาพที่ดี... 







ที่มา....สยามดารา
............................................................
Continue Reading...

Monday, July 6, 2009

"โจ๊กกวางเจา" ขาวใส ใหม่สด รสเลิศ


บรรยากาศภายในร้าน

อาหารในยามที่คนเรารู้สึกป่วยไข้ หรือไม่สบายท้องมักจะนึกถึงก็คือ "โจ๊ก" เพราะดูแล้วน่าจะกินได้คล่องคอ ย่อยง่าย มื้อนี้แม้ "ผ่านมาแวะกิน" จะไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยแต่ก็นึกอยากลิ้มลองโจ๊กอุ่น กินให้อุ่นกายอุ่นท้องในยามฝนโปรยปรายอย่างเอาแน่เอา นอนไม่ได้

ร้านโจ๊กร้านนี้มีชื่อว่า "ร้านโจ๊กกวางเจา" ตั้งอยู่ริมถนนพหลโยธินใกล้แยกเสนา ซึ่งโจ๊กร้านนี้ก็ไม่เหมือนใคร เพราะนอกจากจะเป็นโจ๊กตำหรับกวางเจาตามชื่อของร้านแล ้ว ยังมีเครื่องสารพัดให้เลือกใส่เลือกกินกันตามใจปาก

คุณอรชุน รักไทยเจริญชีพ เจ้าของร้านรุ่นที่สองต่อจากคุณพ่อ เล่าว่า เปิดร้านมา 30 กว่าปี สำหรับโจ๊กนั้นมีต้นตำรับมาจากเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ดั้งเดิมนั้นโจ๊กกวางเจาจะใสคล้ายน้ำซุป ส่วนเครื่องที่ใส่ก็มีแค่ไข่เยี่ยวม้า หมูบะช่อ และถั่วลิสง เท่านั้น


โจ๊กกวางเจา

แต่เพื่อให้เข้ากับลิ้นคนไทยบ้านเราจึงมีการปรับสูตร เล็กน้อย ส่วนที่ปรับก็คือจะเพิ่มเครื่องจำพวกเครื่องใน และเปลี่ยนจากถั่วลิสงมาเป็นเม็ดมะม่วงหิมพานต์แทน

สำหรับวิธีการทำโจ๊กก็ใช้ปลายข้าวหอมมะลิมาต้มเคี่ยว ถึง 2 รอบจนเนื้อข้าวเนียน แล้วเอามาเคี่ยวต่อในซุปน้ำต้มหมูบะช่อ โดยไม่ต้มหมูบะช่อรวมกับข้าว ข้าวจึงดูขาวเนียน และตัวโจ๊กข้าวจะอุ่นเคี่ยวอยู่ตลอดเวลา

ส่วนหมูบะช่อ ใช้หมูส่วนสะโพกปรุงรสด้วยสูตรพิเศษของทางร้าน ต้มหมูบะช่อต่างหากแล้วจึงค่อยตักใส่ในโจ๊กและจะทำให ม่สดวันต่อวัน

บรรยายสรรพคุณกันจนน้ำลายสอแล้ว "ผ่านมาแวะกิน" ก็ขอสั่งประเดิมจากแรกด้วย โจ๊กกวางเจา (35 บาท) ใส่ไข่ไก่ ไข่เยี่ยวม้า เครื่องในด้วย คือ ไส้ กระเพาะซึ่งจะเอามาต้มอยู่ 1 วัน จนเปื่อย และตับหมูลวกสด เม็ดมะม่วงหิมพานต์ หมูบะช่อ ขิงซอย ต้นหอมซอย หมี่ขาวกรอบที่ทางร้านทอดเอง


โจ๊กกวางเจาไข่เค็ม

รสชาติก็กลมกล่อมชนิดที่ไม่ต้องปรุงแต่อะไรเพิ่ม ตัวก้อนหมูบะช่อเคี้ยวนุ่มนิ่มลิ้นกลมกล่อม ตัวโจ๊กเป็นน้ำไหลลื่นลงคอ ไส้นุ่มไม่เหนียวเคี้ยวง่าย ตับก็สุกพอดีไม่แข็ง ไม่ขม

ชามถัดมาคือโจ๊กกวางเจาใส่ไข่เค็ม (30 บาท) ใส่หมูบะช่อ ใส่เครื่องใน เม็ดมะม่วงหิมพานต์ หมี่ขาวกรอบ และที่สำคัญต้องใส่ไข่เค็มไปด้วยก็อร่อยเข้ากันเป็นอ ย่างดี


โจ๊กกวางเจาแห้ง

ชามสุดท้ายได้แก่ โจ๊กกวางเจาแห้ง (40 บาท) เหมาะสำหรับคนที่ไม่เน้นข้าว เน้นเครื่อง อันได้แก่หมูบะช่อ ไข่ไก่ ไข่เยี่ยวม้า เครื่องใน เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ขิงซอย ต้นหอมซอย หมี่ขาวกรอบ และทางร้านจะราดโจ๊กข้าวมาให้นิดหน่อยพอให้ได้ลิ้มรส โจ๊กกวางเจา

สำหรับเครื่องเคราทั้งหลายลูกค้าสามารถเลือกสั่งได้ว ่าอยากให้ใส่ อะไร ไม่ใส่อะไร ทางร้านเขาตามใจลูกค้าอยู่แล้ว ใครที่ผ่านไปมาแถวเส้นพหลโยธิน(เสนา) ก็อย่าลืมแวะลิ้มลองโจ๊กตำรับเมืองจีนได้ที่ "ร้านโจ๊กกวางเจา" เนื้อโจ๊กขาวใสอิ่มอุ่นท้อง

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ร้านโจ๊กกวางเจา ตั้งอยู่ที่ 2010/9-10 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. การเดินทาง จากถนนพหลโยธิน(ฝั่งเมเจอร์ฯ) วิ่งตรงมาเลยแยกเสนาแล้วชิดขวากลับรถก่อนถึงแยกเกษตร ร้านจะอยู่ริมถนนด้านซ้ายมือก่อนถึงโรงพยาบาลเมโย ไม่มีที่จอดรถ ร้านเปิดทุกวันในช่วงเวลา 05.00-10.00 น. และ 15.00-22.00 น. รับออกงานนอกสถานที่ โทร.0-2579-9899, 0-2579-0485, 08-1847-2681
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
............................................................
Continue Reading...
 

sanookde Copyright © 2009 Girlymagz is Designed by Bie Girl Vector by Ipietoon